2007/Jan/12

ในช่วงเช้าวันถัดมาเป็นช่วงของการปิดค่าย

โดยมีคุณจตุพล บุญพรัด ผู้ช่วยบก.อำนวยการ ฝ่ายวรรณกรรมไทย เป็นตัวแทนผู้บริหาร บมจ.อมรินทร์ฯ ปิดค่ายโครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ ปีที่ 2 ประจำปี 2549

พร้อมตัวแทนผู้ร่วมค่ายกล่าวแสดงความรู้สึกจากการร่วมค่ายนักเขียนฯ 3 วัน 2 คืน

สารคดี

.

เรื่องสั้น

.

นวนิยาย

.

กวีนิพนธ์

.

วรรณกรรมเยาวชน

.

หนังสือภาพสำหรับเด็ก



สราวุธ สิงห์ลา ตัวแทนจากกลุ่มเรื่องสั้น กล่าวว่า
ดีใจที่ได้มาร่วมแคมป์ ได้มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกันและได้รับสิ่งดีๆร่วมกันจากบรรณาธิการ ,วิทยากร,เพื่อนๆที่แบ่งปันให้แก่กัน คิดว่าเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในรอบปีนี้ เป็นของขวัญที่ดีที่สุดเลยครับ


อนันต์ อุ่นอรุณ ตัวแทนจากกลุ่มนวนิยาย กล่าวว่า
ขอขอบคุณคณะวิทยากรที่ให้ความรู้กับพวกเราอย่างมากมายมหาศาล การที่มาเข้าแคมป์ในครั้งนี้ ทำให้ได้ข้อคิดกลับไป คำว่า มืออาชีพ และเขียนเป็นอาชีพ นั้นมันคงต่างกัน ถึงเราจะไม่ได้เขียนเป็นอาชีพ แต่เราก็เขียนอย่างมืออาชีพได้ การเป็นนักเขียนมันคงไม่ใช่เป็นการที่คุณมีโน้ตบุ๊ค,คอมพิวเตอร์ ,พิมพ์ดีดหรือปากกาอยู่ในมือเท่านั้น มันอยู่ที่ตัวเราว่าจะเขียนหรือไม่เขียน ในสถานการณ์ใดๆ มีอุปสรรคก็อย่าทิ้งไป พยายามต่อไปนะครับ เพราะโอกาสนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าร่วม


สุพัฒน์ จิรวัฒนกิจ ตัวแทนจากกลุ่มสารคดี กล่าวว่า
ในเมื่ออมรินทร์ฯให้โอกาสเรา เราจะยอมทิ้งโอกาสนั้นเสียหรือ...


สุดท้ายมีเพลงที่น้องๆกลุ่มเรื่องสั้นได้แต่งขึ้นมาและถือว่าเป็นเพลงประจำค่ายนักเขียน โครงการเขียนเป็นเล่ม
นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ ปีที่ 2 ประจำปี 2549

ขอขอบคุณอมรินทร์ด้วยยินดีให้กวีหน้าใหม่ได้โอกาส
ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆให้โอวาทมิให้พลาดให้พลั้งระหว่างเดิน
เราได้มา ได้เห็น ได้รู้จักให้ได้นึก คิดเห็น เป็นตัวเขียน
ได้สร้างสรรค์งานอักษรด้วยพากเพียร ได้เล่าเรียนเป็นศิษย์ที่มีครู
เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเป็นส่วนซึ่งสำคัญในวันหน้า
เป็นหนทางที่เราเลือกเดินมาตามความฝันไม่เหนื่อยล้าด้วยใจจริง
แล้ววันหนึ่งเราต้องถึงยังฝั่งฝันงานเขียนนั้นไม่ยากถ้ามุ่งหมาย
เขียนหนังสือสักเล่มไม่ถึงตายยิ้มสู้ไว้เพื่อสักวันเป็นของเรา


เนื้อร้องโดย ชาลิสา เมฆสว่าง



แล้วพบกันปีหน้ากับโครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ ปีที่ 3 ประจำปี 2550...


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con

2007/Jan/12

วันที่สองของค่ายเขียนเป็นเล่มฯ

เริ่มต้นกับบรรยากาศตอนเช้าที่เห็นบรรดาผู้ร่วมค่ายฯแต่ละคนรีบตื่นก่อนฟ้าสว่าง เพื่อเร่งเขียนงานให้ทัน เพราะกำหนดส่งไม่เกินเที่ยงวัน

และในวันนี้มีการสัมมนากลุ่มย่อย เริ่มตั้งแต่ 09.00 18.00 น. ช่วงเช้าวิทยากรแต่ละกลุ่มได้แนะนำทิศทาง ชี้ให้เห็นข้อควรปรับของแต่ละคน แนะแนวการเขียนให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งแนวคิดของเรื่อง การนำเสนอภาษา รวมไปถึงบอกแหล่งข้อมูลเพื่อศึกษาเพิ่มเติม ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของงานเขียนแต่ละประเภท และนำงานเขียนของแต่ละคนมาวิเคราะห์วิจารณ์


ประชาคม ลุนาชัย วิทยากรประเภทเรื่องสั้น กล่าวว่า
หลักเกณฑ์ 5 ข้อของการเขียนเรื่องสั้น คือ 1.มีปมปัญหาหรือความขัดแย้ง ถ้าไม่มีความขัดแย้งเรื่องก็จะไม่เข้มข้น ไม่มีเสน่ห์ชวนติดตาม 2.มีสาระและเหตุผล เรื่องแต่งทุกเรื่องต้องสมจริง 3.ค้นหาที่มาที่ไป มีข้อมูล อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง อาจเป็นส่วนขยาย ซึ่งมาแบกรับเรื่องราวทั้งหมดไว้ 4.ใส่ชั้นเชิงวรรณศิลป์ มีกลวิธีในการนำเสนออย่างไร 5.จบให้คนอ่านถวิลหา ตรึงตรา ตรึงใจ คือ ทำให้เรายังอยู่กับตอนจบของเรื่องแม้ว่าจะได้อ่านเรื่องราวจบไปแล้วก็ตาม

นอกจากหลักเกณฑ์ 5 ข้อที่เป็นพื้นฐานของการเขียนเรื่องสั้นแล้ว คุณประชาคม ยังเสริมด้วยข้อหลักอันจำเป็นของการเขียนอีก 2 ข้อ ได้แก่ ขัดเกลาสำนวนโวหาร งานเขียนที่ดี ภาษาต้องสวยสละสลวยเป็นธรรมชาติ ไม่มีจริต ไม่ตกแต่งจนเลิศหรูอลังการเกินจำเป็น ภาษาที่ดีต้องเหมาะสมกับเนื้อเรื่องหรือบทสนทนา ต้องเหมาะกับวัยวุฒิและคุณวุฒิของตัวละคร ต้องดูคำเชื่อมว่ามากไปไหม ถ้าตัดออกจะสื่อความหมายได้เหมือนเดิมหรือเปล่า ส่วนการขัดเกลาควรทำภายหลังเขียนเรื่องจบแล้ว อาจจะแบ่งเป็นร่างที่หนึ่ง ร่างที่สอง ถ้าร่างที่สองยังมีปม ลูบแล้วยังสะดุดก็ต้องแก้ไขใหม่อีกรอบ ข้อต่อมาก็คือ ผสานสำนึก งานเขียนที่ดีเป็นเหมือนมีดที่คมกริบ เมื่อใช้ไปในทางสร้างสรรค์เท่านั้นจึงจะไม่มีโทษและงานเขียนที่ดีเปรียบเหมือนสะพาน เชื่อมหัวใจให้กับทุกชั้นให้สมาน เพราะฉะนั้นหากจะเขียนงานจะแต่งเรื่องอย่ายึดเพียงข้อใดข้อหนึ่ง และอย่าลืมข้อสุดท้าย คือ ผสานสำนึกของท่านไปด้วย

เทคนิคหรือกลวิธีทั้งหมด เป็นเพียงวิธีการหรือพื้นฐานหนึ่ง หากยังมีอีกหลายกลวิธีที่ต้องศึกษาค้นคว้าและทดลองด้วยตนเอง ศิลปะทุกอย่างมีการพลิกแพลงได้ แม้แต่ศิลปะของการใช้ชีวิต คุณประชาคม กล่าวทิ้งท้าย


และช่วงค่ำวันที่สองเป็นกิจกรรมรีแลกซ์ หลังจากที่ได้พูดคุยกันมาทั้งวัน ก็ถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ให้น้องๆแต่ละกลุ่มออกมาแสดงความสามารถกัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con

2007/Jan/12

ต่อมาเป็นการเปิดเวทีให้นักเขียนที่ได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาพูดคุยถึงสาเหตุที่ส่งงานเข้าประกวดและบอกวิธีเขียนอย่างไรให้จบเรื่อง พร้อมก้าวต่อไปกับคำว่า นักเขียนมืออาชีพ เพื่อเป็นการแนะนำและชี้โอกาสให้สำหรับผู้ที่จะก้าวมาเป็นนักเขียนต่อไป



คีตกาลฯ หรือณัชชา พระคุณ
เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนรางวัลพิเศษ นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2547 จากเรื่อง มัจฉานุผจญภัย กล่าวว่า
มีเพื่อนรุ่นน้องแนะนำให้ส่งผลงานเข้าประกวด แรกๆก็ไม่รู้ว่าวรรณกรรมเยาวชนคืออะไร แต่ก็ศึกษาจากหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรมเยาวชน 40 เล่มที่เพื่อนนำมาให้อ่าน สำหรับการเขียนให้จบเรื่องนั้น ตนเริ่มจากพล็อตเรื่อง โดยต้องหาพล็อตเรื่องใหญ่ก่อน จากนั้นเขียนบทที่ 1 - สุดท้าย แล้วค่อยสอดแทรกมุขหรือเรื่องอื่นๆตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้เวลาหาพล็อตเรื่องก็จะคิดถึงคนอ่านหรือกลุ่มเป้าหมายที่อ่านหนังสือเราก่อน สำหรับตนคิดว่าการเขียนวรรณกรรมเยาวชนต้องปลอมตัวเป็นเด็ก และคิดให้ได้อย่างที่เด็กคิด




หมีฟู หรือ วีรพัศ ภคกษมา
เจ้าของเรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศ จากเรื่อง วัน(ที่เหมือนมี)พ่อ นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2548 และเรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้าย นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2549 จากเรื่อง สายใย วันวาน วันนี้ โอ้ละหนอ...นับเบอร์วัน
นักเขียนเด็กวัย 14 ปี กล่าวว่า เริ่มจากตอนเด็กๆเห็นคุณแม่ชอบอ่านหนังสือ ผมอยากรู้ว่าหนังสือดีอย่างไร ก็เลยอ่านหนังสือตั้งแต่นั้น พออ่านหนังสือเยอะขึ้นจึงรู้ว่าหนังสือมันช่วยส่งเสริมจินตนาการและให้ความรู้อีกมากมาย พอรู้ว่ามีการประกวดงานเขียนจากร้านนายอินทร์ ก็ลองส่งงานเข้ามา พอได้รางวัลก็รู้สึกตกใจและแปลกใจที่ได้รางวัลและอยากแนะนำว่าถ้าจะเขียนงานสักเรื่อง ควรจะเริ่มจากนำประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่ประทับใจ เกี่ยวกับคนใกล้ตัวมาเขียนก่อน



คุณสาคร พูลสุข
เจ้าของนวนิยายยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2549 จากเรื่อง รังเลือด
ครูนักเขียนชาวสงขลา กล่าวว่า เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เรียนวิทยาลัยครู เขียนไปลงที่วารสารสังคมพัฒนาและได้รางวัลในปี 2527 จากนั้นก็ฝึกอ่านฝึกเขียนมาเรื่อยๆแล้วก็หยุดไป 10 กว่าปีเพราะแต่งงานมีครอบครัว จากนั้นก็กลับมาเขียนงานส่งประกวดรางวัลสุภา เทวกุล ปีแรกเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล ปีที่สองได้รางวัลชมเชย ปีที่สามถึงจะได้รางวัลยอดเยี่ยม ต่อมาเขียนเรื่องสั้นบ้างและวรรณกรรมเยาวชน อีก 1 เล่ม ส่วนจะเขียนอย่างไรให้จบเรื่องนั้น ผมเริ่มเขียนจากจุดที่สะเทือนใจของเรื่องมาก่อน แล้วค่อยมาต่อหน้าเติมหลังแทน ทั้งนี้รางวัลนายอินทร์อะวอร์ดเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ผมมั่นใจระดับหนึ่ง และการก้าวสู่มืออาชีพนั้น ผมว่าต้องดูจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหนังสือในเมืองไทย สำนักพิมพ์ที่จะคุ้มทุนหรือไม่ รวมทั้งความถนัดของนักเขียนด้วย



คุณปกาศิต แมนไทยสงค์
เรื่องสั้นยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2549 จากเรื่อง เก๊าะซารี...มิตรภาพและความตาย
นักเขียน ชาว อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่าผมส่งผลงานมาประกวด 2 ครั้งถึงจะได้รับรางวัล โดยผมนำเรื่องจริง บรรยากาศพื้นถิ่นของบ้านผมมาเขียน สิ่งที่ผมเขียน ผมเริ่มจากแรงบันดาลใจ ปัญหาคือจะเริ่มอย่างไรและจบอย่างไรมากกว่า ต้องรู้ว่าจุดสำคัญของเรื่องคืออะไร ถ้าเกิดข้อมูลอิ่มตัวจะเขียนได้เร็วมากเลย สำหรับการก้าวสู่มืออาชีพของผมนั้น ผมว่าผมคงไม่ถึงขั้นนั้น เพราะผมเพิ่งเริ่มต้น แต่คนที่ผมยกให้เลยว่าเป็นมืออาชีพ คือ ชาติ
กอบจิตติ และวินทร์ เลียววาริณ สองคนนี้เป็นนักเขียนที่มีวินัย ตรงต่อเวลาและรู้จักบริหารเวลาด้วย ผมว่ามืออาชีพ ต้องมีวินัย สำหรับตัวผมคงต้องฝึกฝนต่อไป



เมื่อจบเสวนาบนเวที ได้มีการประกาศโจทย์งานเขียน เพื่อทดสอบความรู้ ความสามารถในด้านทักษะการเขียนของแต่ละคน ด้วยโจทย์ ฉันมา ฉันเห็น ฉันรู้สึก.... ให้เขียนต่อข้อความนี้ ตามประเภทงานเขียนแต่ละกลุ่ม
ทั้งนี้งานเขียนทั้งหมดจะนำไปพูดคุยกันในวันถัดไป ที่จะมีการสัมมนาแยกกลุ่มย่อย


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile