2006/Dec/22


ความสุขของกะทิ เป็นหนังสือนิยาย ที่เพิ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)ประจำปี พ.ศ. 2549 ประพันธ์โดยงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนนักแปลผู้มากความสามารถ ซึ่งนิยายเรื่อง ความสุขของกะทิ ถูกหลายคนมองว่าเป็นนิยายสำหรับเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสุขของกะทิ เป็นนิยายสำหรับทุกคน เพียงแต่มีตัวละครเอกเป็นเด็กเท่านั้น คณะกรรมการตัดสินได้ให้คำสรุปถึงนิยายเรื่องนี้เมื่อครั้งประกาศผลรางวัลว่า



...เป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์องค์ประกอบหมดจดงดงาม สื่อแนวคิดซึ่งเป็นที่เข้าใจได้สำหรับคนอ่านหลากหลาย ไม่ว่าอยู่ในวัยและวัฒนธรรมใด เสน่ห์ของหนังสืออยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เผยให้ตัวปัญหาทีละน้อย ๆ ผ่านมุมมองของตัวละครเอกด้วยภาษาที่รื่นรมย์ แฝงอารมณ์ขัน สอดแทรกความเข้าใจชีวิตที่ตัวละครได้เรียนรู้ไปตามประสบการณ์ ความสะเทือนอารมณ์ค่อย ๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผู้อ่าน นำพาให้อิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอักเกษม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตเล็ก ๆ ในโลกเล็ก ๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญคือ ความสุขของกะทิ น่าจะช่วยผ่อนคลายสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างทุกวันนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว...



อย่างไรก็ดี เด็กหญิงกะทิก็ถือว่าเป็นตัวละครที่มีอะไรให้มองในหลายมุม และมีอะไรให้น่าค้นหาอยู่มากมาย สำหรับผมแล้ว ผมมองว่ากะทิเป็นเด็กที่เกือบจะเป็น เด็กชายขอบ
คำว่า คนชายขอบ หากจะพูดกันตามตรงก็หมายถึงกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกคนอื่นมองว่าเป็นกลุ่มคน ชายขอบ ซึ่งก็หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมกระแสหลักอันได้แก่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั่นเอง


กะทิ เป็นตัวละครเด็กที่งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้จินตนาการขึ้นและวางไว้ให้เป็นเด็กหญิงอายุประมาณเก้าขวบที่อาศัยอยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง เพราะพ่อกับแม่จากกะทิไปตั้งแต่กะทิยังเด็ก แต่กะทิก็มีความสุขได้ด้วยการใช้ชีวิตแบบที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ


แล้วเด็กหญิงกะทิผู้มีความสุขแบบพอเพียงอยู่ในบ้านริมคลองแถบชนบท จะกลายเป็นเด็กชายขอบไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ใส ๆ ที่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร และเด็กต่างจังหวัดก็ไม่ใช่คนส่วนน้อยเสียด้วย แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ


อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า คนชายขอบ คือกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก หรือ เป็นคนส่วนน้อยในสังคม เด็กหญิงกะทิจึงอาจจะถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบเพราะว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ หรือเรียกว่า กำพร้าพ่อก็คงจะไม่ผิดนัก แต่กะทิยังเปรียบเสมือนว่ากำพร้าแม่ด้วย ทั้ง ๆ ที่แม่ก็ยังรักและห่วงกะทิอยู่เสมอ ทว่าด้วยความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้แม่ต้องทิ้งลูกสาวตัวน้อยไว้กับตายายให้เป็นเด็กชายขอบที่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ซึ่งผิดกับปกติวิสัยของเด็กทั่วไปที่จะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งพ่อ แม่ ลูก แต่เด็กหญิงกะทิคนนี้ ก็มีความสุขได้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ก็ตาม


กะทิเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตในแบบที่เป็น กล่าวคือ ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในชนบท อยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่าย สมถะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้หล่อหลอมให้กะทิอยู่ในสภาพสังคมเช่นนั้นได้โดยปราศจากความต้องการโหยหาและไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เด็กในเมืองทั้งหลายต้องการ หรือที่เรียกกันว่า วัตถุนิยม


กะทิใช้ชีวิตที่เรียบง่าย รับประทานอาหารที่อร่อยได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างอาหารในภัตตาคาร เล่นของเล่นที่หาได้ง่ายตามละแวกนั้น โดยไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาของเล่นสีสันสวยงามหรือตุ๊กตาแพง ๆ อย่างของเล่นที่วางขายเรียงรายบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุง จะเห็นได้ว่ากะทิพึงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นตามอัตภาพของตน ซึ่งสามารถทำให้กะทิมีความสุขได้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่ากะทิไม่ได้อยู่ในสังคมเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างอยากได้ใคร่มี พ่อแม่ก็พยายามยัดเยียดความอยากได้ใคร่มีนั้นให้กับลูกของตน ด้วยเกรงว่าลูกอาจจะน้อยหน้าเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี การที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นให้ลูก ก็ถือว่าเป็นการมอบความสุขให้แก่ลูกของตน โดยที่เด็กอาจจะไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ทำเด็ก ติด ค่านิยมความฟุ้งเฟ้อได้ จนเข้าใจไปว่านั่นคือความสุขของเด็กโดยทั่วไป แต่หากลองมองให้ถึงแก่นแท้แล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นความสุขจอมปลอมที่เป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว


เด็กกำพร้า ถือได้ว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ไม่ใช่คนในสังคมกระแสหลัก จึงถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ แล้วต้องอาศัยอยู่กับตายาย หรืออาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งผู้ที่เป็นผู้ปกครองอาจจะไม่สามารถให้ความรักและความอบอุ่นแก่เด็กกำพร้าเหล่านั้นได้ดีเท่ากับที่เด็กเหล่านั้นควรจะได้รับจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ทว่าเด็กหญิงกะทิกลับเป็นเด็กกำพร้าที่แวดล้อมด้วยความรักเต็มเปี่ยม และมีผู้คนที่มีจิตใจดีอยู่รอบกาย ทำให้กะทิดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของกะทิเป็นชีวิตของเด็กที่เต็มไปด้วยความสุข แม้ว่าในความสุขของกะทินั้นจะมีความทุกข์อันหนักหนาสาหัสผ่านเข้ามาบ้าง แต่นั่นก็เป็นความทุกข์ที่ยังแฝงความงดงามอันเป็นความงามในใจของทั้งกะทิและของแม่เอาไว้ กะทิจึงเป็นเด็กที่มีชีวิตที่เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยความรักความเข้าใจ และความห่วงหาอาทรที่ที่เด็กกำพร้าคนอื่นอาจจะหาไม่ได้จากสังคมรอบข้าง ซึ่งความรักความหวังดีจากคนรอบข้างเหล่านี้นี่เองที่คอยโอบอุ้มกะทิให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุข อันเป็นความสุขในแบบของกะทิ ซึ่งเป็นความสุขที่เรียบง่ายและหลายต่อหลายคนในยุคโลกาภิวัตน์ไม่เคยได้สัมผัส กะทิจึงเป็นเด็กหญิงที่กำพร้าพ่อแม่ แต่ไม่กำพร้าความรักจากคนรอบข้าง


ดังจะเห็นได้จากกลวิธีที่ผู้เขียนใช้เพื่อแฝงประเด็นเกี่ยวกับความสุขของกะทิที่ว่า มีความสุขทุก ๆ วันของชีวิต กลวิธีดังกล่าวก็คือ ตอนจบของเรื่องที่สัมพันธ์กับตอนต้นของเรื่อง กล่าวคือ เมื่ออ่านย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง แล้วกลับมาอ่านย่อหน้าแรกของเรื่องอีกครั้ง ก็สามารถอ่านต่อไปได้โดยผสานกันอย่างกลมกลืน เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า แม้ว่าคนเจะทำอะไรซ้ำ ๆ อย่างเดิม แต่ก็สามารถจะมีความสุขได้ทุกวัน ดังเช่นความสุขอันแสนเรียบง่ายของเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่ากะทินั่นเอง


สำหรับกะทิแล้ว กะทิสามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ตามแต่หัวใจดวงน้อย ๆ อันบริสุทธิ์จะไขว่คว้าหามาได้ ความสุขนั้นก็ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในสภาพสังคมที่มีทรัพยากรเพียงพอและพอดีกับความต้องการของผู้คนในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ความสุขแบบที่เรียกว่า มีความสุขไปวัน ๆ หากแต่เป็นความสุขที่มีได้ทุก ๆ วัน แม้ว่าอะไรหลาย ๆ อย่างจะเป็นไปในแนวเดิมทุก ๆ วัน แต่กะทิก็ทำให้ทุก ๆ วันนั้น เป็นไปอย่างมีความสุข และเป็นความสุขที่ไม่รู้จบ เตามคำอธิษฐานของแม่เมื่อคลอดกะทิที่ว่า ขอให้ลูกของแม่มีความสุขในใจเสมอ ไม่ว่าจะมีความทุกข์เพียงใด


ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้เดียงสา หลาย ๆครั้ง กะทิจึงไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนสองคนจึงตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน หรือตัดสินใจที่จะแยกจากกัน แต่ในตอนท้าย กะทิก็เลือกที่จะไม่ส่งจดหมายไปหาพ่อ ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่ากะทิอาจจะคิดอยู่ว่าเธออยู่กับตากับยายก็มีความสุขดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพ่อมาอยู่ด้วย กล่าวคือ พ่อไม่ใช่ สิ่งจำเป็น สำหรับกะทิเลย เพราะตลอดชีวิต ความสุขของกะทิไม่ได้มีพ่อมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย กะทิจึงเลือกที่จะอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองแทนที่จะส่งจดหมายไปหาพ่อ หรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่คอนโดหรูที่แม่เตรียมไว้ให้กะทิ ส่วนแม่นั้น แม้ว่ากะทิจะไม่ได้อยู่กับแม่มาเป็นเวลานาน แต่แม่ก็เคยอยู่กับกะทิ เคยมีความสุขอยู่กับกะทิ แม้ว่าแม่จะทำให้กะทิเจ็บตัวบ้าง จนเป็นชนวนสำคัญให้แม่ต้องจากกะทิไป อย่างไรก็ดี เด็กอย่างกะทิก็น่าจะพอรับรู้และระลึกได้ถึงสัมผัสอันอบอุ่นที่เคยได้รับจากแม่บ้าง กะทิจึงเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าสักวันแม่จะต้องกลับมาหากะทิ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่เคยบอกและกะทิก็อาจจะไม่มีวันรู้เลยก็ตามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมา กะทิจะได้พบกับแม่อีกหรือไม่ และแม้ว่ากะทิจะจำหน้าแม่ไม่ได้ก็ตาม สังเกตได้จากคำโปรยที่ส่วนหัวของเรื่องซึ่งเป็นความคิดของกะทิที่มีต่อแม่ จะเห็นว่ากะทินั้นยังเฝ้ารอและโหยหา แม่ อยู่ตลอดเวลา


จากการที่กะทิเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ ทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ แต่ความรักความเข้าใจที่คนรอบข้างหยิบยื่นให้กะทิก็ได้ลบล้างความเป็นชายของของกะทิไปจนหมดสิ้น เด็กหญิงกะทิ จึงกลายเป็นเด็กหญิงผู้เกือบจะเป็นเด็กชายขอบ

 

บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย จักรกฤต โยมพยอม - กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน


ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

ดีๆ ตรงกับหลักของท่านพุทธทาสเลย ทุกก้าวย่างที่เดิน คือความสุข คือความสำเร็จ สำเร็จทุกๆวัน มีความสุขทุกๆ วันที่ดำเนินชีวิต

#1  by  สายฝน (58.9.64.6) At 2006-12-22 09:43, 
ทอมเอ๋ย กะทิอาจจะเป็นเด็กชายขอบ แต่คนเขียนบทความอย่าได้ไปอยู่บนขอบของความเป็นชาย ล่ะ

จากรุ่นพี่(ผู้เป็น)ชาย(แค่เพียง)ขอบ(ๆ)
ความสุขเกิดจากตัวเราเอง
หากเราจะทุกข์ก็เป็นเพราะตัวเราเอง
บางทีสิ่งแวดล้อมมันอาจจะไม่ได้พร้อมสำหรับเรา
แต่ถ้าเราคิดว่า เราพอใจแล้ว มันก็จะทำให้เรามีความสุขเอง....

ขอให้แกโชคดีนะ
#3  by  จุฑา (222.123.26.234) At 2006-12-22 21:00, 
น่าอ่านจังเลยนะเดี๋ยวจะหามาอ่านบ้าง
#4  by  อุ้ม (125.25.47.204) At 2006-12-22 21:04, 
อืม...ก็เปนอีกมุมนึงของหนังสือเล่มนี้เนาะ เราก็ไม่ได้นึกถึงเลย แต่พออ่านบทความแกก็...เออ...จิงด้วยเนาะ เรื่องนี้รวมๆก็โอเคนะ...แต่เราก็ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ แหะๆ แต่ชอบคำนี้ของแกจิงๆนะ "เด็กชายขอบ" ...
#5  by  ajchima (210.86.142.38) At 2006-12-22 21:16, 
wowww
i'd like to read it sumtime
mayb after all dis messy
exam season^^;
#6  by  cafe (58.9.20.242) At 2006-12-22 21:49, 
จริงๆเรายังไม่ได้อ่านเล่มนี้เลยอ่ะ

แต่พอจะมองเห็นภาพรวมละ เดี๋ยวจะไปหามาอ่านนะ
#7  by  เกด (161.200.255.162) At 2006-12-22 21:51, 
เขียนมาซะน่าอ่านเชียว
เดี๊ยวไปยืมแกอ่านนะ
จะไปดูว่าย่อหน้าสุดท้ายกับย่อหน้าแรกมัน Loop กันยังไง
#8  by  I - Dek (161.200.255.162) At 2006-12-22 21:56, 
#9  by  พี่เหมียวๆ (202.57.178.180) At 2006-12-22 22:04, 
แกบอกให้ชั้นเม้น แต่ตอนนี้หัวชั้นไม่สามารถใส่ข้อมูลอะไรได้อีกแล้ว ไว้หัวโล่งจะมาอ่านนะ
#10  by  nien (58.9.82.33) At 2006-12-22 22:06, 
โอ้ว เป็นความคิดที่น่าสนใจนะน้องต๋อมๆ
สู้ต่อไปนะจ๊ะ ..
เย่ๆๆ
#11  by  พี่เหมียวๆ (202.57.178.180) At 2006-12-22 22:12, 
แฟนคลับน้องทอมเหนียวแน่นมากๆ เอ้า ฟิล์มรัฐภูมิ ยกมือขึ้น เย้ว!!!!
#12  by  พี่ฝน (58.9.65.254) At 2007-01-04 14:00, 
สวัสดีครับ
วัฒน์ - กลุ่มกวีนิพนธ์
#13  by  วัฒน์ (202.29.30.250 /192.168.28.41) At 2007-01-25 10:14, 
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ดังนี้แล นะพี่ต๋อม
#14  by  meen (161.200.255.162) At 2007-07-28 23:47, 
น่าอ่านมากขอรับชอบมาก อยากอ่านภาคต่อจัง
#15  by  โด่ง nbew1@hotmail.com (125.25.85.179) At 2007-07-30 16:28, 
อ่านเล่ม 1 แล้วชอบมาก เดี๋ยวซื้อเล่ม 2 ต่อคับ
#16  by  กอล์ฟ (203.155.120.46 /192.168.62.26) At 2007-09-12 12:57, 
สนุกดีอ่านแล้วเพลิน อยากให้มีเล่ม 3
#17  by  LL (124.121.186.223) At 2007-09-16 18:19, 
เรี่องนี้น่าอ่านมากเลยครับ เพียงแค่ผมได้เข้ามาอ่านที่ได้สรุบย่อไว้ ก็ทำให้ผมรู้สึกอยากอ่านเรื่องนี้มากครับเพราะในเรื่องของความสุขของกะทิ กะทิเป็นเด็กที่น่าสงสารกะทิเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นที่มี ตาและยายคอยเลี้ยงดูมาให้ความรักความอบอุ่น แม่ของกะทิเป็นโรคกล้ามเนื่ออ่อนแรง กะทิไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับแม่ของกะทิได้นานเพราะแม่ของกะทิเป็นโรคกล้ามเนื่ออ่อนแรงจึงไม่สามาร๔อยู่กับกะทิได้นานแม่ของกะทิเลยฝากกะทิไว้กับตาและยายเลี้ยงก่อนตาย ขอสรุบย่อเรื่องไว้แค่นี้นนะครับส่วนที่เหลือให้ไปติดตามเอาเดงนะครับ
#18  by  บิ๊กคับ (202.28.68.33) At 2007-10-30 02:48, 
อยากให้คนที่สนใจอ่านนวนิยาย ลองมาอ่านเรื่องความสุขของกะทิดูนะครับรับรองครับไม่ผิดหวังquestion big smile open-mounthed smile confused smile
#19  by  บิ๊ก ศุภกิจ นุ่นเดช (202.28.68.33) At 2007-10-30 02:52, 
ชอบเรื่องนี้มากค่ะ อยากทราบว่าเมื่อไหร่จะมีตอนต่อจากตามหาพระจันทร์ค่ะ
#20  by  janjaoka (61.7.172.173) At 2007-11-12 15:10, 
ดีจังเลย
จะได้ไม่ต้องไปหาเล่มเต็ม
เพราะว่าอยากอ่านนะ แต่ขี้เกียจอ่าน
55++ sad smile
#21  by  nan_snowblue (161.200.255.162) At 2007-11-13 16:07, 
question surprised smile cry confused smile big smile open-mounthed smile
#22  by  สาดรมอด (222.123.69.90) At 2007-11-13 17:52, 
big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile
#23  by  รุต (61.19.67.122) At 2008-02-28 11:24, 
agreed with #6's comment
but like i feel sad with her!
))':

i've them (1st and 2nd) at my place but no tym 2 read i think i'll read this after all exams passed or during summer break which is going to be on latest of JUNE to the early of AUGUST.
cry
#24  by  nook (124.120.243.188) At 2008-04-21 23:56, 
ได้อ่านแล้วทั้ง2ภาคเลย
จะมีภาค3ไหมเน๊ย อยากให้มีจังbig smile
#25  by  123 (61.91.163.30) At 2008-04-25 16:54, 
#26  by   (125.26.29.150) At 2008-05-25 10:57, 
อือ เป็นมุมมองที่ไม่เคยนึกถึงเลยนะ

แต่ว่าฮากะคอมเม้นท์ข้างล่าง
ขอบของความเป็นชาย คิดได้ไง

สุ้ต่อไปทาเคชิจักกิด
#27  by  ohhio (202.91.19.205) At 2008-08-07 01:00, 
หมา ยถึ งคอ มเม้ นข้า งบน เกือ บสุ ดต่า งหาก

ฮ่า ๆๆ
#28  by   (202.91.19.205) At 2008-08-07 01:03, 
big smile
#29  by  อิ๋ม (117.47.189.83) At 2008-08-17 16:02, 
embarrassed
#30  by   (58.147.27.243) At 2008-08-27 15:14, 
สุดยอด ซึ้ๆ
#31  by   (58.147.27.243) At 2008-08-27 15:15, 
สนุกมากเลย tongue question confused smile open-mounthed smile embarrassed double wink
#32  by   (58.8.144.68) At 2008-09-01 20:39, 
อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ big smile
#33  by  กิ๊ก (118.172.33.226) At 2008-10-20 20:21, 
#34  by  พีรดไกพเ (202.133.154.154) At 2008-11-08 16:24, 
รียีรยบนบนยรสว
#35  by   (125.24.194.83) At 2008-12-17 11:22, 
I like this storty
#36  by  cherry (61.7.135.249) At 2008-12-28 18:10, 
I like this storty
#37  by  cherry (61.7.135.249) At 2008-12-28 18:11, 
big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#38  by  pure (61.7.135.249) At 2008-12-28 18:14, 
แม้ชีวิตที่ก้าวเดินอย่างกะทิจะไม่ง่ายและสง่างาม เหมือนปูพรมรองไว้ แต่ทุกก้าวย่างที่กะทิก้าวย่างเดิน ผมเชื่อว่า เธอมีความสุข และ พอใจกับทุกก้าวที่เธอย่างเดินแน่นอนคับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคับ ที่ก้าวย่างของชีวิตคล้ายดั่งกะทิในนวนิยาย สู้ๆๆต่อไปนะคับ

--และขอให้กำลังใจเด็กที่พ่อและแม่ไม่แยกกันอยู่นะคับ----

พึงระลึกอยู่เสมอว่า พ่อกับแม่ท่านเป็นผู้ใหญ่ การที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยกันหรทอแยกกันอยู่ นั้นแสดงว่าท่านมีเหตุผลอันสมควรของท่าน เราเป็นเด็กมีหน้าที่ทำหน้าที่ของเด็กให้ดีและสมบูรณืที่สุดให้สุดความสามารถและกตัญญูต่อท่านเท่านนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตของเด็กคนหนึ่ง สูๆๆนะคับ

#39  by  ณัฐพงค์ - นิวคับ - (125.26.69.56) At 2008-12-30 18:35, 
เรื่องนี้เคยเป็นหนังสือนอกเวลามั้ยคะ ใครเคยอ่านเป็นหนังสือนอกเวลาบ้าง มีเพื่อนบอกว่า เค้าเคยอ่านตอนประถมอ่ะคะ ก็เลยงง มากเลย
#40  by  ขอความเห็นคะ (114.128.31.188) At 2009-01-11 00:10, 
หนังดีdouble wink
#41  by  ธันย์ชนก (118.175.82.14) At 2009-01-12 13:40, 
บทความน่าสนใจ..ดีค่ะ
แต่..ค่อนข้างจะวกวนกับประโยค..ของเจ้าของบทความที่ตั้งใจดีในการกล่าวถึงความสุขของกะทิ
ในฐานะ..เป็นนักอ่านประเภทขาจร
ถ้า..ตีความอ้างอิงในภาษาที่เข้าใจง่ายๆกระชับคงดีกว่า ด้วยความเคารพ
#42  by   (118.175.247.89) At 2009-01-12 18:42, 
เรื่องราวของคนในสังคมมีอันจะกิน ความสุขของกะทิกับความจริงของสังคมไทย...ช่วยคิดจากความเป็นจริงกันหน่อย
#43  by  คนเกือบชั้นกลาง (124.120.86.11) At 2009-01-14 09:27, 
ดี
#44  by  รจนา (125.27.78.238) At 2009-01-25 12:52, 
อยากหามาอ่านบ้างจัง อืมซื้อที่ไหนบ้างนะ
#45  by  เพรียว (118.173.179.252) At 2009-01-31 11:43, 

เย้ ในที่สุดก็ได้ซื้อมาอ่านซะที รู้แล้วว่าที่เค้าบอกว่าคุ้มน่ะ มันเป็นยังไงquestion
#46  by  เพรียว (118.173.179.252) At 2009-01-31 11:58, 
นี่ จําได้ไช่มั้ย เราไปดูหนังที่เธอแสดงแล้วนะ ประทับใจมาก วันนั้นน่ะ เราถึงกับไปขอลายเซ็นที่
โรงเรียนเลยนะ จําได้ปะ

from kate
surprised smile cry open-mounthed smile
#47  by  นัท (118.173.180.75) At 2009-01-31 12:19, 
big smile big smile
#48  by  Shuu Exteen At 2009-04-27 04:02, 
หกแ
#49  by  โย (124.121.217.34) At 2009-04-28 17:29, 
เรื่องนี้สนุกมากเลยค่ะชอบเรื่องนี้มาดเลย big smile
#50  by   (118.172.24.202) At 2009-07-26 15:30, 

<< Home


โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile