2006/Dec/22

ตำนานไม่รู้จบ : จินตนาการนั้นหรือคืออีกด้านของความเป็นจริง


ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกของเราใบนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลก ได้ให้ความสำคัญกับจินตนาการในฐานะ บ่อเกิดแห่งความรู้ เขาอธิบายว่า ในสมัยก่อน เมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่ถือกำเนิด มนุษย์ได้แต่อาศัยจินตนาการในการอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เวลาเกิดฟ้าแลบฟ้าร้องก็บอกว่าเป็นผลจากการที่รามสูรขว้างขวานใส่เมขลาเพื่อแย่งชิงแก้ววิเศษ อีกทั้งจินตนาการยังเป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกจำนวนนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน เช่น ความคิดที่จะทำให้มนุษย์บินบนฟ้าได้โดยการติดปีกให้กับตนเองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ ออร์วิลล์และวิลเบอร์ ไรท์ สร้างต้นแบบของเครื่องบินในปัจจุบันขึ้นมา จนเกิดเป็นประโยคอมตะว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้


ในแวดวงศิลปะ จินตนาการเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลป์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านวรรณศิลป์นั้น ผู้เสพงานต้องใช้จินตนาการมากกว่าการเสพงานศิลป์ประเภทอื่นเป็นสองเท่า ต่างจากการชมภาพจิตรกรรมที่สัมผัสได้ด้วยตา ต่างจากการฟังดนตรีซึ่งรับรู้ได้ด้วยหู การเสพงานวรรณกรรมต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้อันลุ่มลึกภายใต้ตัวอักษรนับล้านเพื่อสร้างสัมผัสทั้งห้าขึ้นมาจากความว่างเปล่า และในบรรดาวรรณกรรมด้วยกัน งานเขียนที่จำเป็นต้องใช้จินตนาการมากที่สุดคือประเภท แฟนตาซี ซึ่งมักประกอบไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ วิจิตรพิสดารเกินกว่าโลกในชีวิตจริง สมกับความหมายที่แท้จริงของ Fantasy ที่แปลว่า ความเพ้อฝัน วรรณกรรมแฟนตาซีส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของมิติมหัศจรรย์ สัตว์ประหลาด เวทมนตร์ และสารพัดสิ่งที่ไม่อาจพบเห็นได้ในความเป็นจริง จึงมักโดนมองว่าเป็นการใช้จินตนาการเพื่อชักชวนให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มไปกับโลกแห่งความฝัน หลบหนีโลกแห่งความเป็นจริง


อย่างไรก็ตาม มีวรรณกรรมแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง (และอาจเป็นเรื่องเดียว) ที่กล่าวถึงความสำคัญของจินตนาการเกินกว่านั้น ในเรื่องดังกล่าว จินตนาการเป็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริง และทั้งสองสิ่งต้องดำรงอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลของสรรพสิ่ง หาไม่แล้วจะนำมาซึ่งความพินาศสิ้นของทุกฝ่าย


วรรณกรรมที่ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงเป็นอมตะ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จินตนาการไม่รู้จบ (Die Unendliche Geschichte / The Neverending Story)



เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ บาสเตียน บัลธาซาร์ บูกซ์ เด็กอ้วนผู้อ่อนแอและขี้ขลาดได้พบหนังสือชื่อ ตำนานไม่รู้จบ เขาได้ขโมยมันจากร้านขายหนังสือเก่าและแอบนำไปอ่านที่ห้องใต้หลังคาของโรงเรียน ได้รับรู้เรื่องราวของอาณาจักรแห่งจินตนาการที่กำลังถูก ความว่างเปล่า กลืนกินจนใกล้ล่มสลาย และการผจญภัยของเด็กหนุ่มผิวเขียว อัทเทรอู กับมังกรนำโชค ฟูคัวร์ เพื่อเสาะหาผู้ที่สามารถช่วยเหลือ องค์ยุวจักรพรรดินี ผู้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งจินตนาการให้หายจากอาการพระประชวร ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะกอบกู้อาณาจักรได้ เมื่อบาสเตียนอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ได้รู้ถึงอำนาจมหัศจรรย์ของมัน และเข้าใจว่าเขาก็คือผู้ที่สามารถช่วยยุวจักรพรรดินีและอาณาจักรของนางได้ ในที่สุด เขาก็ได้เข้าไปสู่อาณาจักรจินตนาการ ได้รับพรจากยุวจักรพรรดินีให้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา มีความกล้าหาญ ทั้งยังได้รับพระราชทาน ออรีน เครื่องรางขององค์ยุวจักรพรรดินี ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างเรื่องราวในจินตนาการขึ้นมาเป็นความจริงได้ ทว่าการใช้พลังของออรีนนั้นต้องแลกกับความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กธรรมดาในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา ซึ่งอาจทำให้เขาสูญเสียความทรงจำโดยสมบูรณ์ และติดอยู่ในอาณาจักรจินตนาการตลอดไป


ผลงานชิ้นที่ผ่านมา อาทิ วรรณกรรมเยาวชนชุด จิม กระดุม (Jim Knopf) ทั้งสองเล่ม และ โมโม (Momo) แสดงให้เห็นว่า เอ็นเด้ไม่เพียงสามารถการเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานชวนติดตามเท่านั้น หากแต่ยังสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีสังคมอย่างแยบคายอีกด้วย ส่วนเรื่องจินตนาการไม่รู้จบนั้น เขาได้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น โดยการแฝงแนวคิดเชิงปรัชญาตะวันออกเข้าไปในเนื้อเรื่อง มีบ่อยครั้งที่เอ็นเด้นำแนวคิดเรื่องความเป็น ทวิลักษณ์ หรือการที่สิ่งสิ่งหนึ่งประกอบไปด้วยด้านสองด้านที่ตรงข้ามกัน และการรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนั้นเพื่อสร้างระเบียบให้กับสรรพสิ่ง อันเป็นคำสอนหลักของลัทธิเต๋า มาแสดงผ่านทางองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่อง ตัวอย่างเช่น การที่ เพอริลิน ป่าแห่งราตรีกาลพบกับจุดจบในทุกเช้า เพื่อทำให้ โกอับ ทะเลทรายหลากสี และสิงโตโกกราแมน เจ้าแห่งทะเลทรายหลากสีมีชีวิตขึ้นมา และเมื่อย่างเข้าสู่เวลากลางคืน โกกราแมนก็จะตายไปพร้อมกับทะเลทรายเพื่อทำให้ป่าเพอริลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่วนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด (ซึ่งยังคล้ายกับคำสอนเรื่อง สังสารวัฏ ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) หรือการที่น้ำตาของชาวอคาริส เผ่าพันธุ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดในอาณาจักรแห่งจินตนาการ กลายเป็นต้นกำเนิดของเมืองที่สวยงามที่สุดดังเช่นเมืองอมาร์แก็นท์ (เป็นการแสดงความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด ที่จัดให้ ความงดงาม งอกเงยขึ้นมาจาก ความอัปลักษณ์ ซึ่งถือเป็นแนวคิดแบบทวิลักษณ์อย่างหนึ่งเช่นกัน)


สำหรับเอ็นเด้ จินตนาการและความเป็นจริงเป็นทวิลักษณ์ของกันและกัน โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกสองใบที่ทับซ้อนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ก็เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในโลกฝั่งหนึ่งก็จะส่งผลกระทบกับโลกอีกฝั่งหนึ่งด้วย เช่น การที่ความว่างเปล่ากำลังทำลายโลกจินตนาการนั้นก็เป็นผลกระทบมาจากการที่มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เชื่อว่าจินตนาการมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียง ความเท็จ ในทางกลับกัน โลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างแห้งแล้ง อยู่อย่างว่างเปล่าไปวันๆ (หนึ่งในนั้นคือพ่อของบาสเตียนที่ยังทำใจไม่ได้กับความตายของภรรยา จนไม่สนใจลูกชายอย่างบาสเตียน) อันเป็นผลสืบเนื่องจากหายนะที่เกิดขึ้นในโลกจินตนาการด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่อยู่อาศัยในโลกทั้งสองใบ ดังเช่นการที่อูยูลาลาแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์แดนใต้แนะนำให้อัทเทรอูพามนุษย์เข้ามารักษาองค์ยุวจักรพรรดินีโดยถวายพระนามใหม่ให้พระองค์ และการที่บาสเตียนตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือโดยถวายพระนามใหม่ว่า ธิดาจันทรา


ความเป็นทวิลักษณ์ของจินตนาการและความจริงถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์สองอย่าง อย่างแรกคือตัวละครเอกสองตัวจากทั้งสองโลก บาสเตียนและอัทเทรอู ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อพิจารณาลงไปให้ลึกยิ่งขึ้น จะพบว่าทั้งคู่ก็คือคนคนเดียวกัน อัทเทรอูไม่ได้มองเห็นภาพบาสเตียนในโลกมนุษย์ผ่านประตูกระจกเงาแห่งเทวสถานอูยูลาลาโดยบังเอิญ แต่นั่นเป็นการสะท้อนจิตใจเบื้องลึกของเด็กทั้งคู่ออกมา อัทเทรอูมีจิตใจอ่อนโยนเช่นเดียวกับบาสเตียน ในขณะที่บาสเตียนเองก็มีความกล้าหาญเหมือนอัทเทรอูด้วย (ถึงแม้เขาจะแสดงมันออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ตาม เช่น กล้าออกตัวปกป้องเด็กๆ โดยรวมว่ามิได้โง่เง่าไปเสียหมดอย่างที่คุณโคเรแอนเดอร์ เจ้าของร้านหนังสือเก่าเข้าใจ และในภายหลัง บาสเตียนยังกล้าพอที่จะมาสารภาพกับคุณโคเรแอนเดอร์ว่าแอบขโมยหนังสือตำนานไม่รู้จบมาอ่านอีกด้วย) และต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นเดียวกับจินตนาการกับความเป็นจริง ในครึ่งแรกของเรื่อง บาสเตียนช่วยอัทเทรอูและชาวจินตนาการทั้งหมดให้รอดพ้นจากความล่มสลายอันมีที่มาจากความว่างเปล่า ส่วนในครี่งหลัง อัทเทรอูก็ช่วยให้บาสเตียนได้รับความทรงจำที่ออรีนดูดไปคืน และกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย


อีกอย่างคือรูปลักษณ์ของเครื่องรางออรีน ซึ่งเป็นรูปงูสองตัวงับหางของกันและกันไว้จนเป็นรูปวงแหวน ตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวหนึ่งสีดำ งูทั้งสองตัวเปรียบได้กับโลกทั้งสองใบ และการที่พวกมันงับหางของกันและกันไว้ก็เป็นการเชื่อมโยงจินตนาการและความจริงไว้ด้วยกัน ให้สรรพสิ่งสามารถดำรงต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เหมือนวงกลมที่ไม่มีต้นและปลาย หากแต่เมื่อใดที่งูตัวใดตัวหนึงปล่อยหางของอีกตัว ความสมดุลระหว่างโลกทั้งสองใบก็จะสูญสลายไป ส่งผลให้จินตนาการและความเป็นจริงไม่อาจยึดเหนี่ยวกันและกันไว้ได้อีกต่อไป พลันเกิดหายนภัยขึ้นในท้ายที่สุด


ถ้าในโลกมนุษย์มีเพียงความเป็นจริง ปราศจากจินตนาการ มนุษย์ก็คงใช้ชีวิตกันโดยยึดติดอยู่กับความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว และจะไม่สามารถคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาในสังคมให้หมดไปหรือแม้แต่หลีกหนีปัญหาให้พ้นได้ ทั้งนี้เพราะไม่มีจินตนาการอันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ มนุษย์จะถูกตีกรอบอยู่ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาและความเครียดที่วนเวียนไปมาอย่างไม่มีสิ้นสุด


ในทางกลับกัน การใช้ชีวิตอยู่กับจินตนาการเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจโลกภายนอก ก็จะทำให้หลงลืมความเป็นจริงไปจนหมดสิ้น จมอยู่กับความเท็จที่ตนสร้างขึ้นมา สุดท้ายอาจลืมกระทั่งชื่อและตัวตนของตัวเองไป ดังเช่นมนุษย์ที่อยู่ในเมืองแห่งอดีตจักรพรรดิที่ใช้พลังแห่งจินตนาการจากออรีนจนถูกดูดความทรงจำไปจนหมด และต้องติดอยู่ในอาณาจักรแห่งจินตนาการจนวาระสุดท้ายของชีวิต


ความเป็นจริงและจินตนาการจึงต้องมีอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกันและกัน มนุษย์เราสามารถนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ทั้งในรูปของการคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม หรือเพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์สำหรับกล่อมเกลาและบรรเทาจิตใจของผู้คน แต่ถ้าจินตนาการถูกนำมาใช้มากเกินไป มันก็จะกลายเป็นความเพ้อฝัน ทำให้คนเราไม่ยอมรับความเป็นจริง และจมอยู่แต่กับความเท็จที่ตนสร้างมา ดังที่คุณปรีดา อัครจันทโชติ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนรางวัลนายอินทร์อวอร์ดกล่าวไว้ว่า จินตนาการคือสิ่งสำคัญ แต่หากไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ มันก็มีค่าเป็นความเท็จ ในวิถีเดียวกับผู้ที่ได้ฌานในทางพุทธ และหลงใหลอยู่กับฌานโดยไม่ข้ามผ่านไปสู่ปัญญา สิ่งที่ได้รับก็จะมิใช่อื่นใดนอกจาก อวิชชา


นอกจากนี้ ใช่ว่าการนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในการคิดค้นสิ่งต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ยังต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้จินตนาการด้วย


อริยบุคคลที่มีทั้งสติปัญญาหลักแหลมและจิตใจดีงามดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราทรงประดิษฐ์คิดค้นโครงการในพระราชดำริจำนวนสามพันกว่าโครงการได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในฐานะมหาราชพระองค์หนึ่ง เพราะทรงมีพระราชดำริในการช่วยเหลือผสกนิกรของพระองค์อยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดของการใช้ประโยชน์จากจินตนาการอย่างถูกวิธี


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เจ้าของวลี จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ก็ได้ใช้จินตนาการของเขาสร้างสรรค์ทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ด้วยหวังว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่ประยุกต์หลักการของทฤษฎีดังกล่าวสำหรับอำนวยความสะดวกให้คนทั่วโลกได้ในอนาคต น่าเสียดายที่เขาให้ความสำคัญกับจินตนาการมากเกินไป จนลืมคำนึงถึงการที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความคิดชั่วร้ายจะนำทฤษฎีสัมพันธภาพไปสร้างอาวุธทำลายล้างที่ทรงประสิทธิภาพ และสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากกว่าอาวุธสังหารใดในโลกจะสามารถทำได้ใน ค.ศ.1945 และสร้างความหวาดหวั่นให้กับคนทั้งโลกนับจากนั้นมาโดยตลอด


มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ แต่งเรื่อง จินตนาการไม่รู้จบ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว กระนั้นเสน่ห์ของวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเยาวชนชุดนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปตามการเวลาเลย ก็ได้แต่หวังว่า เยาวชนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจะตระหนักเห็นความสำคัญของจินตนาการ อ่านหนังสือเล่มอื่นเพื่อสร้างเสริมจินตนาการที่มีอยู่ให้มากขึ้น และเรียนรู้ที่จะใช้จินตนาการสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ก่อประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ในอนาคตสืบต่อไป


จะว่าไปแล้ว เยาวชนของไทยในปัจจุบันก็หันมาใช้จินตนาการของตนเขียนหนังสือเพื่อสร้างเสริมจินตนาการให้กันและกันอย่างแพร่หลายขึ้น และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาสอดแทรกประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจลงไปในงานเขียนอย่างที่เอ็นเด้ทำด้วย ไม่ใช่ชวนกันจมจ่อมอยู่ในความเท็จตามกระแสนิยมขณะนี้


ทว่า...นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...ซึ่งเราจะค่อยพูดถึงกันในโอกาสต่อไป


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย ภูมิ น้ำวล - กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน




ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ลงด้วยเด้อค่ะเด้อ

ขอวิจารณ์ด้วยนามปากกา "ปากหมาแมน" อีกแล้วครับท่าน

น้องเหมาะจะเขียนสคริปต์การโต้วาทีระดับชาติและการพูดบนเวทีให้คนหมู่มากฟังได้เลยนะน้องน้ำวล ภุมิ การเขียนโดยมีหลักฐานอ้างอิง น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล และใช้ภาษาที่ชวนติดตามพอสมควร

การเปิดเรื่องดีมากๆ ดึงให้พี่อ่านๆๆๆ ต่อจนจบเลย รู้เปล่า

แต่คำว่า "อริย" ลองเช็คพจนานุกรมนิดนึงนะ อืม คือ พี่ไม่ทราบเหมือนกันว่าในหลวงทรงบรรลุอริยบุคคล(ศัพท์ในพระไตรปิฎก) หรือไม่นะ

ใช้คำว่ามหาราชบุคคล หรือปูชนียบุคคล หรือคุณูปการบุคคล ไม่รู้นะ ลองคิดดูเพราะเราสามารถสร้างศัพท์ใหม่ได้จากการสมาสของคำนี่นา (ลองถามเรื่องคำสมาสกับธนาคารหรือทอมดู รู้ดีแน่นอน)

ตอนท้ายเรื่อง น่าจะมีบุคคลที่อ้างอิงเยอะกว่านี้อีกสัก ๒-๓ คน น้ำหนักเรื่องจะแน่นกว่านี่เยอะเลย

ลำดับเรื่องดีมาก ไม่วกวน ให้เหตุผลตามลำดับเหตุปัจจัยยอด แสดงว่าคนเขียนมีบุญเก่าที่มีระบบสมอง มีซีสเต็มมาติกที่ดีมาก แม้ว่าน้องภูมิจะบอกพี่ว่า น้องชอบเขียน "สด" แต่ถ้างานชิ้นนี้เป็นร่างแรก พี่ว่าระบบสมองน้อง ไม่ธรรมดาเชียวแหล่ะ ภูมิเอ้ย
#1  by  พี่ฝน (58.9.64.6) At 2006-12-22 09:45, 
เหอๆ อย่างพี่ฝนต้องเป็น "ปากหมาวูแมน" เพราะพี่เป็นเลดี้นี่คะ คิกๆ

จริงๆ ไม่ได้เขียนเป็นร่างแรกหรอกครับพี่ฝน แต่ก่อนจะลงมือเขียน ผมจะทำ Mind Map เรียบเรียงความคิดก่อนเขียนทุกครั้ง โดยเขียนชื่อหัวข้อใหญ่ตรงกลาง แล้วนึกอะไรได้ก็แตกประเด็นยิบย่อยออกมาจากศูนย์กลางเป็นกิ่งก้านสาขา แล้วค่อยเรียบเรียงไอ้ที่คิดไว้ตรงนี้มาเขียนเป็นบทความอีกที ทำอย่างนี้แล้วช่วยให้เรียบเรียงความคิดได้ดีทีเดียว ใช้ตอนสอบข้อเขียนจะเป็นประโยชน์มาก (ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องเวลา)

"อริยบุคคล" จะว่าไปผมก็ไม่ชัวร์เหมือนกันครับคำนี้ แต่ที่ใช้ไปเพราะมั่นใจว่าเคยเห็นมาก่อนจากหลายแหล่งด้วยกัน ถ้าใช้ผิด แปลว่าเป็นความผิดของเขาเหล่านั้น เหอๆๆ (ซะงั้นน่ะ)

สังเกตดูจากหนังหลายๆ เรื่อง หรือจากความเป็นจริง คนที่คิดอะไรเป็นลำดับซับซ้อนมากๆ ได้นี่มักจะเป็นพวกสติเฟื่อง หมอโรคจิต อะไรประมาณนั้น (ว่าแล้วก็อยากอ่าน Hannibal Rising จังเลย แต่เอาไว้หลังสอบและหลังอ่านรังเลือดจบดีกว่า กั่กๆๆ)
ตกลงยอมใช้นามปากกา วังน้ำวล สายชลวนเชี่ยวใช่ปล่าว น่ารักมากเลยนะ นามนี้น่ะ

หาซื้อเรื่องจินตนาการไม่รู้จบ ไม่มีน่ะ ต้องรอไปก่อนเล็กน้อย

จริงๆ เคยได้ยินหนังสือเล่มนี้มานานมากๆ แล้วเออ ชื่อแปลกน่าอ่าน แต่ตอนนั้นยากจนมากๆ ไม่มีปัญญาซื้อพ็อกเก็ตบุกส์เล่มเป็นร้อยอ่าน มีเงินพอซื้อแค่ขายหัวเราะ

ตอนนี้มีเงินพอซื้อแล้ว จะลองไปหาอ่านนะ แต่แหม ถ้านามปากกาผู้ประพันธ์เล่มนี้ชื่อภูมิน้ำวล สายชลวนเชี่ยวนะ พี่จะซื้อ ๑๐๐ เล่มเลยล่ะ
#3  by  พี่ฝน (58.9.66.157) At 2006-12-29 16:37, 
ทำไมพี่รู้สึกว่าน้องเป็นอัจฉริยะนะ
จริงๆนะ
#4  by  พิม (125.25.137.65) At 2006-12-29 18:48, 
sad smile angry smile tongue big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#5  by  +6265465465 (125.27.245.7) At 2009-02-26 15:28, 
14223256662588892221445 cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile confused smile big smile

<< Home


โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile