2006/Dec/22

October 26
โอมูเฌอะเปอ*

1
ผมเพิ่งกลับมาจากค่ายอาสาพัฒนาชาวเขาของมหา'ลัย
ห่างความเจริญได้เพียงสิบวัน พอกลับสู่เมืองก็ดิ่งตรงเข้าแผงหนังสือทันทีตามประสาคนคุ้นเคย
ผมหยิบ a day เล่มล่าสุด (74) ซื้อกลับมาด้วยความประจวบเหมาะของเนื้อหาหลักภายในเล่ม
กับอารมณ์อินกับค่ายที่เพิ่งผ่านพ้นมา
พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, สุรชัย จันทิมาธร, แอ๊ด คาราบาว ล้วนแต่เป็นตำนานเพลงเพื่อชีวิตถูกนำมาขึ้นปก (เท่โคตรครับ)
อ่านแค่ wake up (บ.ก. แถลง) หน้าแรกเข้าไปถึงกับหัวเราะชอบใจคนเดียว (โดนครับ)

"...ผมมารู้สึกผูกพันกับเพลงเพื่อชีวิตมากที่สุดตอนเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าใครเคยไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท
คงพอจะทราบว่ากิจกรรมนันทนาการอย่างหนึ่ง
ในระหว่างที่อยู่ในค่ายก็คือการล้อมวงร้อง 'เพลงค่าย' แต่ละคนจะมีหนังสือเพลงค่ายวางตรงหน้าคนละเล่มซึ่ง
ผมแทบไมรู้จักเพลงที่มักมีคำว่า มวลชน หนุ่มสาว อุดมการณ์ แสงดาว ศรัทธา ความฝัน ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นเลย
...พอร้องได้ก็เริ่มติด ทั้งเพลงเร็วที่ให้อารมณ์สนุกสนาน และเพลงช้าที่มีทั้งเพราะและหวาน..."

รุ่นพี่บอกผมว่า
เพลงเหล่านี้นับวันจะหาคนร้องสืบทอดยากเต็มที
เพลงเหล่านี้ร้องได้เพราะที่สุดเฉพาะตอนอยู่บนค่ายเท่านั้น
เพลงเหล่านี้ถ่ายทอดจากความฝัน ศรัทธา และหัวใจ จึงมีอะไรมากกว่าคำสวยๆ ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

หลายต่อหลายเพลงที่ผมพยายามเข้าใจความหมายอยู่หลายต่อหลายครั้ง
(มิใช่เพราะคนแต่งเก่งไม่พอจะสื่อสารหรอกครับ)
แต่ด้วยประสบการณ์กับอารมณ์ร่วมแห่งยุคสมัยที่คนรุ่นหลังอย่างผมขาด ทำให้เพลงเพื่อชีวิตยุคแสวงหาเหล่านี้
โดดเด่นไพเราะและกินใจคนรุ่นหลังๆได้เพียงท่วงทำนองกับคำสวยๆ เท่านั้น
หลายเพลงผมยอมรับว่าชอบและติดหูตั้งแต่แรกฟัง แต่กลับร้องตามและทำความเข้าใจกับเนื้อเพลง
ได้ไม่ลึกซึ้งพอเท่าที่ผู้แต่งต้องการถ่ายทอดออกมา (เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
...ผมจึงมาตามหาความหมายในเพลงเหล่านั้น...
แม้ประสบการณ์จากการออกค่ายเล็กครั้งสองครั้งจะเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์ในอดีต
ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กวีแต่งเพลงเหล่านี้ขึ้นมา
แต่เมื่อออกค่ายแล้วพบว่าเพียงเศษเสี้ยวของการตามหาครั้งนี้
กลับให้ความหมายและมอบคุณค่าต่อการมีชีวิตของใครสักคนได้ไม่น้อยทีเดียว
และทุกครั้งที่กลับมาร้องเพลงเพื่อชีวิตเหล่านี้
คงจะเข้าใจได้ดีขึ้นว่า ร้องทำไม?, ร้องเพื่อ(ชีวิต)ใคร ?

----------------------------------------------------------

2
ผมอยู่สูงจากน้ำทะเลเป็นระดับเท่าไหร่มิอาจรู้
ผมมาทำอะไรที่นี่ -มาเที่ยว กับ มาค่าย แตกต่างอย่างไรหนอ?
ในเมื่อเป็นการพักผ่อนของผมเหมือนๆกัน
ผมชอบที่นี่
ที่ที่ยอดเขาทะยานพุ่งพ้นปุยหมอกขาวประจักชัดได้ในระดับสายตา
และไม่ต้องมองเห็นความวุ่นวายจากผืนดินเบื้องล่าง
เมืองนี้กำลังหลับ ผมสัมผัสได้
หลับมานานแค่ไหน และจะตื่นเมื่อไหร่ ผมไม่ทราบ
หลายครั้งที่ผมแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นเสียงลมหายใจของตัวเอง
หรือเสียงหวีดหวิวของลมในธรรมชาติ
และทุกเช้าที่ตื่นมา ผมมักสับสนระหว่างอาการง่วงของผมกับความงัวเงียในอากาศ
บ้านแม่เหาะกลาง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซุกตัวเงียบเชียบอยู่กลางหลืบเขาซับซ้อน
สายไฟฟ้าโยงระยางและอำนาจทะลุทะลวงของคลื่นโทรศัพท์
ยังย่อท้อต่อการเข้าถึงภูมิประเทศแถบนี้
มีคนบอกว่าน่าจะตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เขตอุทยานแห่งชาติแม่ฮ่องสอนไปเลย
เมืองสามหมอกที่เป่ามนต์ให้ผู้มาเยือนอยู่ในภวังค์ (เห็นด้วยจริงๆครับ)
ด้วยยังเป็นช่วงเดือนปลายฝนต้นหนาวอยู่ สภาพอากาศที่นี่จึงเป็นไปโดยละมุนละม่อม
แม้เวลาเช้ามืดควันจะพวยพุ่งออกจากปาก
แต่ผมยังสามารถประนีประนอมกับอาการกรามฟันสั่นสะเทิ้มและการลุกชันของขนแขนได้ไม่ยากเย็นนัก

ผมเชื่อว่าหนึ่งชั่วโมงที่นี่ วัดได้ไม่เท่าหนึ่งชั่วโมงในกรุงเทพ
การนอนหลับ อาจทำให้คนเรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าที่นี่ การตื่น ก็ทำให้เวลาสิบวันผ่านไปอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
-------------------------------------------------------------

3
ค่ายนี้ชื่อว่า โรงเรียนดอย ครับ ฟังชื่อก็น่ารักแล้ว
ค่ายนี้พาผมไปรู้จักกับคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่มีชีวิตอยู่บนภูเขา
ใช้ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติและรู้จักมอบความรักกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่อยู่รอบข้าง
คนที่นี่เรียนรู้และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน
ต้นไม้แม้ไม่รู้ชื่อเรียก แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกต้น สัตว์ที่เลี้ยงไว้ก็เพื่อกินและใช้งาน ไม่ได้มีไว้ขาย
เผ่า ปกากะญอ หรือกะเหรี่ยง มีถิ่นฐานส่วนใหญ่อยู่ใน จ.แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ใช้ภาษาถิ่นของตัวเอง
คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์(คาทอลิก) ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ไม่นานนี้
เด็กๆชาวเขาที่นี่ขี้อายและมีอัธยาศรัยดี ตั้งแต่วันแรกที่พวกเรามาถึง
(ทุกคนจะมาด้อมๆมองๆแล้ววิ่งหลบเข้าบ้านเวลาเราทักทาย)
กระทั่งวันสุดท้ายที่เรากลับ (ขอที่อยู่เบอร์โทร แล้ววิ่งตามรถมาส่งจนสุดโค้งของหมู่บ้าน)
การผ่าไม้ตัดฟืน ไปไร่ไปน้ำตก หรือรวมไปถึงกิจกรรมสัมพันธ์ชุมชนที่เข้าถึงชาวบ้าน
ล้วนลุล่วงได้เพราะความร่วมมือของเด็กๆ ทั้งสิ้น
ชาวบ้านที่นี่ก็อบอุ่นครับ แม้มีอุปสรรคเรื่องการสื่อสารทางภาษาอยู่บ้าง
แต่ไม่สามารถสร้างพรหมแดนกั้นความเอื้ออาทรต่อกันได้
ที่ผมแอบทึ่งและประทับใจคือ คำว่า "ตะบื๊อ" ของชาว ปกากะญอ
เป็นทั้งคำทักทายและคำขอบคุณในเวลาเดียวกัน

ผมนึกขอบคุณปราการธรรมชาติอยู่ในใจที่ช่วยปกป้องพวกเขาเหล่านี้ให้ไกลจากความเจริญทางวัตถุ
และสร้างความยากลำบากเพื่อชะลอการคุกคามจากโลกภายนอกเอาไว้
ทำให้พวกเราที่ดั้นด้นเดินทางมาจากแดนไกลได้พบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
และได้สัมผัสกับคำว่า "พอเพียง" จริงๆจากหัวใจที่เชื่อ
ไม่ใช่เพียงความคิดหรือ"แนว"ปฏิบัติอย่างในทฤษฎี

มีแค่ไหนใช้แค่นั้น ไม่มีก็ใช้เท่าที่มี

ธรรมชาติมีไว้พึ่งพาอาศัย มิใช่ รบกวนทำลาย
แม้คนที่นี่จะยังไม่เข้าใจถึงคำว่าสำนึกหวงแหน
แต่เขาก็พร้อมปกป้องธรรมชาติที่พวกเขารักและเห็นคุณค่าได้ตลอดเวลา

การเดินทางเข้ามาสร้างสรรค์พัฒนาที่นี่ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้
และมิอาจเปลี่ยนแปลงที่นี่ไปจากเดิมสักเท่าไหร่
แต่กลับให้ความยิ่งใหญ่ในด้านความรู้สึก
ความรู้สึกที่เกิดภายในหัวใจของผู้(รู้จัก)ให้ เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนรับที่ปิติ อิ่มเอม และดีใจกับการทำเพื่อคนอื่น(บ้าง)
ก็ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเอง

ผมได้เรียนรู้ว่า
การรู้จัก คำว่า "พอเพียง" จะทำให้สิ่งที่เรามี เราเป็นนั้น "เพียงพอ"
เมื่อหยุดทำเพื่อตนเอง ความเห็นแก่ตัวก็ลดลง
การเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ก็ลดลงตามไปพร้อมๆกับการทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น

เมื่อมองโลกง่ายขึ้น งดงามขึ้น
โลกสีตุ่นๆและขุ่นดำ ใบนี้ ก็ไม่เลวร้ายเกินไปนักที่จะอาศัยอยู่

------------------------------------------------------------------


4
การออกค่าย ,ร้องเพลงเพื่อชีวิต ,ทำเพื่อมวลชน

จึงไม่ใช่การกลับไปโหยหาและยึดติดกับชีวิตชนบทดั้งเดิม
จึงไม่ใช่การแสวงหาความเท่าเทียมในสังคมที่ยากจะเป็นไปได้
จึงไม่ใช่การวาดภาพอุดมการณ์งดงามกลางฉากผ้าใบแห่งขุนเขา
คนหยิบมือฤๅจะเปลี่ยนกงล้อหลักของสังคม

"โรงเรียนดอย" ไม่ใช่โรงเรียนของชาวเขา แต่เป็นโรงเรียนของชาวค่าย
โรงเรียนสอนชีวิต ที่ไม่มีปริญญา ไม่มีการจัดเกรดหาเกียรตินิยม

เมื่อยุคสมัยต่าง อุดมการณ์ก็เปลี่ยน
"ฉันจึงมาหาความหมาย" จึงให้อะไรกลับไปที่แตกต่างกัน
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง
อย่างน้อยก็ได้ผ่านการค้นหาตนเอง ย่อมรู้จักตนเองมากขึ้น

สำหรับหลายคน การออกค่าย
เป็นเพียงการเล่นเรียลลิตี้ตามหาความฝันตัวเองแบบบ้าน AF
เป็นเพียงการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ไปกับทุ่งแสงตะวัน
เป็นเพียงการมาถ่ายรูปทำพอร์ตในฐานะนักสังคมสงเคราะห์

แต่สำหรับบางคน
คือการออกมาหาโลกที่จะทำให้ทัศนะของเราต่างไปจากเดิม
ได้มาเรียนรู้คน พัฒนาความคิด และรู้จักคุณค่าในตัวเอง

ในเมื่อปัญหาทุกอย่างในโลกล้วนเกิดจากคน
การแก้ปัญหาย่อมต้องแก้ที่คน
การปลูกจิตสำนึก จึงมิอาจวัดค่าภูมิใจจากฝีหมึกบนเปเปอร์ข้อสอบ
หากต้องฝังเพาะหล่อหลอมด้วยความลำบากเหนื่อยยากร่วมกัน

ผมชื่นชอบและจดจำประโยคที่ประธานค่ายกล่าวไว้คืนแรกของการคุยวงได้ดี
ประโยคที่จำกัดความครอบคลุม และนิยามการออกค่ายได้สมสมัยที่สุด

"ค่ายสร้างคน คนสร้างชาติ"

ปิดเทอมหน้า ผมจะไปออกค่ายครับ...

...................................


ป.ล. ขอบคุณสต๊าฟท์ผู้เหนื่อยยาก พี่ๆที่แสนอบอุ่น เพื่อนๆที่คุ้นเคย
และน้องๆที่น่ารักทุกคน ที่ทำให้เวลาปิดเทอมนี้ไม่เงียบเหงาเช่นที่แล้วมา
=^^=

*โอมูเฌอะเปอ -

เป็นคำถามสารทุกข์สุขดิบของชาวปกากะญอ เมื่อกล่าวแล้วจะตามด้วยกันจับมือทุกครั้งครับ


บทความส่งเข้าร่วมโครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย ธนาคารจันทิมา กลุ่มสารคดี

Comment

Comment:

Tweet



อ่านแล้วได้มุมมองอะไรดี ๆ มากขึ้นเลยค่ะ รู้สึกมีกำลังใจในการทำอะไรดี ๆ อีกเยอะเลย

ขอบคุณนะคะสำหรับบทความดี ๆ แบบนี้


บุญรักษาค่ะ
#3 by ลาบไก่ใส่ตับหมู (124.120.183.102) At 2007-09-21 16:30,
อ่านแล้วได้มุมมองใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตดี
#2 by พี่ต๋อมจ้า (58.137.48.4) At 2006-12-26 13:08,
โอ!!!!เขียนเก่งจัง (อ่านแล้วขนลุก) เราเคยไปค่ายมายังไม่รู้สึกอาไรลึกซึ้งเท่าแกเลย ปิดเทอมหน้าต้องไปค่ายดูอีกซะแล้ว
#1 by tuiii (203.113.35.6) At 2006-12-24 22:41,

โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile