2006/Dec/22


ความสุขของกะทิ เป็นหนังสือนิยาย ที่เพิ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)ประจำปี พ.ศ. 2549 ประพันธ์โดยงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนนักแปลผู้มากความสามารถ ซึ่งนิยายเรื่อง ความสุขของกะทิ ถูกหลายคนมองว่าเป็นนิยายสำหรับเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสุขของกะทิ เป็นนิยายสำหรับทุกคน เพียงแต่มีตัวละครเอกเป็นเด็กเท่านั้น คณะกรรมการตัดสินได้ให้คำสรุปถึงนิยายเรื่องนี้เมื่อครั้งประกาศผลรางวัลว่า



...เป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์องค์ประกอบหมดจดงดงาม สื่อแนวคิดซึ่งเป็นที่เข้าใจได้สำหรับคนอ่านหลากหลาย ไม่ว่าอยู่ในวัยและวัฒนธรรมใด เสน่ห์ของหนังสืออยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เผยให้ตัวปัญหาทีละน้อย ๆ ผ่านมุมมองของตัวละครเอกด้วยภาษาที่รื่นรมย์ แฝงอารมณ์ขัน สอดแทรกความเข้าใจชีวิตที่ตัวละครได้เรียนรู้ไปตามประสบการณ์ ความสะเทือนอารมณ์ค่อย ๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผู้อ่าน นำพาให้อิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอักเกษม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตเล็ก ๆ ในโลกเล็ก ๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญคือ ความสุขของกะทิ น่าจะช่วยผ่อนคลายสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างทุกวันนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว...



อย่างไรก็ดี เด็กหญิงกะทิก็ถือว่าเป็นตัวละครที่มีอะไรให้มองในหลายมุม และมีอะไรให้น่าค้นหาอยู่มากมาย สำหรับผมแล้ว ผมมองว่ากะทิเป็นเด็กที่เกือบจะเป็น เด็กชายขอบ
คำว่า คนชายขอบ หากจะพูดกันตามตรงก็หมายถึงกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกคนอื่นมองว่าเป็นกลุ่มคน ชายขอบ ซึ่งก็หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมกระแสหลักอันได้แก่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั่นเอง


กะทิ เป็นตัวละครเด็กที่งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้จินตนาการขึ้นและวางไว้ให้เป็นเด็กหญิงอายุประมาณเก้าขวบที่อาศัยอยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง เพราะพ่อกับแม่จากกะทิไปตั้งแต่กะทิยังเด็ก แต่กะทิก็มีความสุขได้ด้วยการใช้ชีวิตแบบที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ


แล้วเด็กหญิงกะทิผู้มีความสุขแบบพอเพียงอยู่ในบ้านริมคลองแถบชนบท จะกลายเป็นเด็กชายขอบไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ใส ๆ ที่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร และเด็กต่างจังหวัดก็ไม่ใช่คนส่วนน้อยเสียด้วย แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ


อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า คนชายขอบ คือกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก หรือ เป็นคนส่วนน้อยในสังคม เด็กหญิงกะทิจึงอาจจะถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบเพราะว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ หรือเรียกว่า กำพร้าพ่อก็คงจะไม่ผิดนัก แต่กะทิยังเปรียบเสมือนว่ากำพร้าแม่ด้วย ทั้ง ๆ ที่แม่ก็ยังรักและห่วงกะทิอยู่เสมอ ทว่าด้วยความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้แม่ต้องทิ้งลูกสาวตัวน้อยไว้กับตายายให้เป็นเด็กชายขอบที่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ซึ่งผิดกับปกติวิสัยของเด็กทั่วไปที่จะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งพ่อ แม่ ลูก แต่เด็กหญิงกะทิคนนี้ ก็มีความสุขได้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ก็ตาม


กะทิเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตในแบบที่เป็น กล่าวคือ ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในชนบท อยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่าย สมถะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้หล่อหลอมให้กะทิอยู่ในสภาพสังคมเช่นนั้นได้โดยปราศจากความต้องการโหยหาและไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เด็กในเมืองทั้งหลายต้องการ หรือที่เรียกกันว่า วัตถุนิยม


กะทิใช้ชีวิตที่เรียบง่าย รับประทานอาหารที่อร่อยได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างอาหารในภัตตาคาร เล่นของเล่นที่หาได้ง่ายตามละแวกนั้น โดยไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาของเล่นสีสันสวยงามหรือตุ๊กตาแพง ๆ อย่างของเล่นที่วางขายเรียงรายบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุง จะเห็นได้ว่ากะทิพึงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นตามอัตภาพของตน ซึ่งสามารถทำให้กะทิมีความสุขได้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่ากะทิไม่ได้อยู่ในสังคมเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างอยากได้ใคร่มี พ่อแม่ก็พยายามยัดเยียดความอยากได้ใคร่มีนั้นให้กับลูกของตน ด้วยเกรงว่าลูกอาจจะน้อยหน้าเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี การที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นให้ลูก ก็ถือว่าเป็นการมอบความสุขให้แก่ลูกของตน โดยที่เด็กอาจจะไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ทำเด็ก ติด ค่านิยมความฟุ้งเฟ้อได้ จนเข้าใจไปว่านั่นคือความสุขของเด็กโดยทั่วไป แต่หากลองมองให้ถึงแก่นแท้แล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นความสุขจอมปลอมที่เป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว


เด็กกำพร้า ถือได้ว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ไม่ใช่คนในสังคมกระแสหลัก จึงถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ แล้วต้องอาศัยอยู่กับตายาย หรืออาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งผู้ที่เป็นผู้ปกครองอาจจะไม่สามารถให้ความรักและความอบอุ่นแก่เด็กกำพร้าเหล่านั้นได้ดีเท่ากับที่เด็กเหล่านั้นควรจะได้รับจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ทว่าเด็กหญิงกะทิกลับเป็นเด็กกำพร้าที่แวดล้อมด้วยความรักเต็มเปี่ยม และมีผู้คนที่มีจิตใจดีอยู่รอบกาย ทำให้กะทิดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของกะทิเป็นชีวิตของเด็กที่เต็มไปด้วยความสุข แม้ว่าในความสุขของกะทินั้นจะมีความทุกข์อันหนักหนาสาหัสผ่านเข้ามาบ้าง แต่นั่นก็เป็นความทุกข์ที่ยังแฝงความงดงามอันเป็นความงามในใจของทั้งกะทิและของแม่เอาไว้ กะทิจึงเป็นเด็กที่มีชีวิตที่เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยความรักความเข้าใจ และความห่วงหาอาทรที่ที่เด็กกำพร้าคนอื่นอาจจะหาไม่ได้จากสังคมรอบข้าง ซึ่งความรักความหวังดีจากคนรอบข้างเหล่านี้นี่เองที่คอยโอบอุ้มกะทิให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุข อันเป็นความสุขในแบบของกะทิ ซึ่งเป็นความสุขที่เรียบง่ายและหลายต่อหลายคนในยุคโลกาภิวัตน์ไม่เคยได้สัมผัส กะทิจึงเป็นเด็กหญิงที่กำพร้าพ่อแม่ แต่ไม่กำพร้าความรักจากคนรอบข้าง


ดังจะเห็นได้จากกลวิธีที่ผู้เขียนใช้เพื่อแฝงประเด็นเกี่ยวกับความสุขของกะทิที่ว่า มีความสุขทุก ๆ วันของชีวิต กลวิธีดังกล่าวก็คือ ตอนจบของเรื่องที่สัมพันธ์กับตอนต้นของเรื่อง กล่าวคือ เมื่ออ่านย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง แล้วกลับมาอ่านย่อหน้าแรกของเรื่องอีกครั้ง ก็สามารถอ่านต่อไปได้โดยผสานกันอย่างกลมกลืน เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า แม้ว่าคนเจะทำอะไรซ้ำ ๆ อย่างเดิม แต่ก็สามารถจะมีความสุขได้ทุกวัน ดังเช่นความสุขอันแสนเรียบง่ายของเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่ากะทินั่นเอง


สำหรับกะทิแล้ว กะทิสามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ตามแต่หัวใจดวงน้อย ๆ อันบริสุทธิ์จะไขว่คว้าหามาได้ ความสุขนั้นก็ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในสภาพสังคมที่มีทรัพยากรเพียงพอและพอดีกับความต้องการของผู้คนในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ความสุขแบบที่เรียกว่า มีความสุขไปวัน ๆ หากแต่เป็นความสุขที่มีได้ทุก ๆ วัน แม้ว่าอะไรหลาย ๆ อย่างจะเป็นไปในแนวเดิมทุก ๆ วัน แต่กะทิก็ทำให้ทุก ๆ วันนั้น เป็นไปอย่างมีความสุข และเป็นความสุขที่ไม่รู้จบ เตามคำอธิษฐานของแม่เมื่อคลอดกะทิที่ว่า ขอให้ลูกของแม่มีความสุขในใจเสมอ ไม่ว่าจะมีความทุกข์เพียงใด


ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้เดียงสา หลาย ๆครั้ง กะทิจึงไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนสองคนจึงตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน หรือตัดสินใจที่จะแยกจากกัน แต่ในตอนท้าย กะทิก็เลือกที่จะไม่ส่งจดหมายไปหาพ่อ ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่ากะทิอาจจะคิดอยู่ว่าเธออยู่กับตากับยายก็มีความสุขดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพ่อมาอยู่ด้วย กล่าวคือ พ่อไม่ใช่ สิ่งจำเป็น สำหรับกะทิเลย เพราะตลอดชีวิต ความสุขของกะทิไม่ได้มีพ่อมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย กะทิจึงเลือกที่จะอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองแทนที่จะส่งจดหมายไปหาพ่อ หรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่คอนโดหรูที่แม่เตรียมไว้ให้กะทิ ส่วนแม่นั้น แม้ว่ากะทิจะไม่ได้อยู่กับแม่มาเป็นเวลานาน แต่แม่ก็เคยอยู่กับกะทิ เคยมีความสุขอยู่กับกะทิ แม้ว่าแม่จะทำให้กะทิเจ็บตัวบ้าง จนเป็นชนวนสำคัญให้แม่ต้องจากกะทิไป อย่างไรก็ดี เด็กอย่างกะทิก็น่าจะพอรับรู้และระลึกได้ถึงสัมผัสอันอบอุ่นที่เคยได้รับจากแม่บ้าง กะทิจึงเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าสักวันแม่จะต้องกลับมาหากะทิ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่เคยบอกและกะทิก็อาจจะไม่มีวันรู้เลยก็ตามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมา กะทิจะได้พบกับแม่อีกหรือไม่ และแม้ว่ากะทิจะจำหน้าแม่ไม่ได้ก็ตาม สังเกตได้จากคำโปรยที่ส่วนหัวของเรื่องซึ่งเป็นความคิดของกะทิที่มีต่อแม่ จะเห็นว่ากะทินั้นยังเฝ้ารอและโหยหา แม่ อยู่ตลอดเวลา


จากการที่กะทิเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ ทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ แต่ความรักความเข้าใจที่คนรอบข้างหยิบยื่นให้กะทิก็ได้ลบล้างความเป็นชายของของกะทิไปจนหมดสิ้น เด็กหญิงกะทิ จึงกลายเป็นเด็กหญิงผู้เกือบจะเป็นเด็กชายขอบ

 

บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย จักรกฤต โยมพยอม - กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน


Comment

Comment:

Tweet


#9 by พี่เหมียวๆ (202.57.178.180) At 2006-12-22 22:04,
เขียนมาซะน่าอ่านเชียว
เดี๊ยวไปยืมแกอ่านนะ
จะไปดูว่าย่อหน้าสุดท้ายกับย่อหน้าแรกมัน Loop กันยังไง
#8 by I - Dek (161.200.255.162) At 2006-12-22 21:56,
จริงๆเรายังไม่ได้อ่านเล่มนี้เลยอ่ะ

แต่พอจะมองเห็นภาพรวมละ เดี๋ยวจะไปหามาอ่านนะ
#7 by เกด (161.200.255.162) At 2006-12-22 21:51,
wowww
i'd like to read it sumtime
mayb after all dis messy
exam season^^;
#6 by cafe (58.9.20.242) At 2006-12-22 21:49,
อืม...ก็เปนอีกมุมนึงของหนังสือเล่มนี้เนาะ เราก็ไม่ได้นึกถึงเลย แต่พออ่านบทความแกก็...เออ...จิงด้วยเนาะ เรื่องนี้รวมๆก็โอเคนะ...แต่เราก็ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ แหะๆ แต่ชอบคำนี้ของแกจิงๆนะ "เด็กชายขอบ" ...
#5 by ajchima (210.86.142.38) At 2006-12-22 21:16,
น่าอ่านจังเลยนะเดี๋ยวจะหามาอ่านบ้าง
#4 by อุ้ม (125.25.47.204) At 2006-12-22 21:04,
ความสุขเกิดจากตัวเราเอง
หากเราจะทุกข์ก็เป็นเพราะตัวเราเอง
บางทีสิ่งแวดล้อมมันอาจจะไม่ได้พร้อมสำหรับเรา
แต่ถ้าเราคิดว่า เราพอใจแล้ว มันก็จะทำให้เรามีความสุขเอง....

ขอให้แกโชคดีนะ
#3 by จุฑา (222.123.26.234) At 2006-12-22 21:00,
ทอมเอ๋ย กะทิอาจจะเป็นเด็กชายขอบ แต่คนเขียนบทความอย่าได้ไปอยู่บนขอบของความเป็นชาย ล่ะ

จากรุ่นพี่(ผู้เป็น)ชาย(แค่เพียง)ขอบ(ๆ)
ดีๆ ตรงกับหลักของท่านพุทธทาสเลย ทุกก้าวย่างที่เดิน คือความสุข คือความสำเร็จ สำเร็จทุกๆวัน มีความสุขทุกๆ วันที่ดำเนินชีวิต

#1 by สายฝน (58.9.64.6) At 2006-12-22 09:43,

โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile