2006/Dec/25

ขณะที่กำลังอ่านหนังสือ...

จำได้ว่านอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือวรรณกรรมเล่มแรกที่ผมได้อ่านก็คือเรื่อง ผู้ไขว่คว้า ของ วิมล ไทรนิ่มนวล แม้การอ่านหนังสือเล่มนั้นจะเป็นการอ่านในลักษณะถูกบังคับ สำหรับเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา แต่ทุก ๆ หน้าที่เปิดผ่านไป กับความสนุกสาระของหนังสือที่ได้นั้น มันทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม แม้กระทั้งตอนนี้เวลามันจะผ่านมาแล้วกว่า สิบปี

ผู้ไขว่คว้า ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าความประทับใจในหนังสือเล่มหนึ่ง สามารถยืนยาวได้ขนาดนี้ แม้เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนั้นผมจะจำได้เพียงราง ๆ แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่ตราอยู่ในใจมันไม่ได้เลือนรางลงไปเลยสักนิด และหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มไหนเลย บางช่วงบางตอนของชีวิตผมอาจจะไม่ได้เป็นหนอนวรรณกรรมตัวจริงก็เป็นได้ล่ะมั้ง

ในวันที่ตัวเองล่วงเลยผ่านพ้นวันเด็กไปแล้ว ผมย้อนมองตัวเอง ย้อมมองเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นมา คำ ๆ เดิมจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงเข้าหูผมอยู่เป็นระยะ กับคำที่ว่าเด็กไทยไม่รักการอ่านหนังสือ แม้ในจุดนี้หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า อัตราการอ่านหนังสือของคนไทย และเด็กไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน ๆ (สังเกตได้ทุกวันนี้จากผู้เข้าร่วมชม เลือกซื้อหนังสือในงานมหกรรมหนังสือ และอัตราการขยายตัวของร้านขายหนังสือ) แต่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นในทุก ๆ วันนี้ ผมก็ต้องย้อนถามกลับอีกว่า สิ่งที่พวกเขาอ่านนั้นคืออะไร ? หนังสืออะไร ? และเราได้อะไรจากการอ่าน ?

เป็นที่ยอมรับกันว่า ในทุกวันนี้ตลาดหนังสือของประเทศไทยที่มีหนังสือออกมาวันนึงไม่ต่ำกว่าร้อยปก อีกทั้งนิตยสารรายวัน รายสัปดาห์อีกเกลื่อนกลาด ถ้าจะถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหนังสือหรือเปล่า คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าจะถามให้เจาะลึกลงไปอีกว่า หนังสือพวกนี้ให้อะไรกับเราบ้าง เก้าในสิบเล่มของหนังสือที่วางอยู่บนแผง ให้อะไรกับผู้อ่านบ้าง

หนึ่งในนั้นมีหนังสือดีกี่เล่มซ่อนตัวอยู่

หนึ่งในนั้นมีหนังสือฉวยโอกาสซ่อนตัวอยู่กี่เล่ม

ความรู้ มุมมองสะท้อนสังคม ความบันเทิง how to หลักเกณฑ์สอนการใช้ชีวิต ความรัก แฉฉาวโฉ่ ชีวิตประวัติดารา ลามไปจนถึงเซ็กส์บนแผงหนังสือ ที่วางหราให้เห็นกันจนชินตา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นบนแผงหนังสือ หรือในร้านหนังสือ ได้สะท้อนภาพสังคมออกมา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ ให้ปวดหัวว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อย่างแรกอาจจะเป็นเพราะหนังสือวรรณกรรมมียอดขายไม่มากเท่า ทำเงินไม่มากเท่าทั้งแง่การตลาดยอดขายและการโฆษณา หนังสือประเภทที่ฉาวโฉ่ หรือดึงดูดใจด้วยภาพและประเด็นที่กระชากใจ

แต่หากอาจจะมองลึกลงไปได้อีกว่า วรรณกรรมไทยยังมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะให้คนไทยได้เสพกัน ผู้อ่านเลยไม่สนใจที่จะเลือกอ่านวรรณกรรม แต่เลือกที่จะเสพความยั่วยุที่ถูกส่งซ่อนมาในรูปแบบหนังสือมากกว่า

ไล่เลียงมาจนถึงจุดนี้ ถ้าหากจะบอกว่าวรรณกรรมไทยไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้มันก็ออกจะดูใส่ร้ายกันมากเกินไป เพราะหนังสือทุกเล่มที่ได้รางวัลซีไรท์ หรือรางวัลต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ แม้กระทั้งเพียงเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล ก็ยังขายได้ (แม้ไม่มากเท่าไรนัก) แต่สิ่งเหล่านี้มันสื่อให้เราได้เห็นภาพกลาย ๆ ว่า บางครั้งวัฒนธรรมคนไทยเรานั้น นิยมที่จะอินเทรนด์และพาตัวเองไปอยู่ในกระแสมากกว่าที่จะเดินทางตามนิสัยการอ่านของตัวเอง

ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงได้เกิดปรากฏการณ์การไหลเข้าของวัฒนธรรมต่างชาติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและรวมมาถึงวรรณกรรม และดูเหมือนว่าทุกสิ่งอย่าง ในทุกวันนี้เรากำลังจะลืมรากเหง้าความเป็นไทยของเราไปหมดสิ้นแล้ว

งานวรรณกรรมเป็นศิลปะในการบอกเล่ารูปแบบหนึ่ง ว่าในสังคมตอนนั้นผู้เขียน มีมุมมองมีทัศนคติอย่างไรกับสังคมของเรา ความจริงในสังคมบางอย่าง ถูกสะท้อนออกมาในรูปของวรรณกรรม แต่เมื่อเรากำลังไม่สนใจและไม่ยอมรับวรรณกรรมของตัวเอง การไหลบ่าเข้ามาของวรรณกรรมต่างชาติจึงทำให้เรากำลังหลงลืมชาติกำเนิดของเราไป เราการลืมความเป็นไทยของเรานั้น บางมุมมันได้สะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมที่เลียนแบบต่างชาติ ซึ่งถ้าหากพูดถึงการสร้างสรรค์ผลงานนั้น มันคงจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถ้าหากมันคือการสร้างสรรค์โดยการลอกแบบกันมา โดยคำนึงผลเป้าหมายสูงสุดคือ หลักการตลาดและยอดขาย

จริงอยู่กับสิ่งที่ต้องยอมรับกันว่า คุณภาพและมาตรฐานด้อยกว่า วรรณกรรมต่างประเทศ ทั้งเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือทางฝั่งตะวันตก จึงทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะเสพวรรณกรรมที่มีรางวัลการรันตี คนเขียนมีชื่อเสียง และขึ้นแท่นหนังสือขายดี มากกว่าที่จะอุดหนุนวรรณกรรมไทยโนเนม ไม่รู้ที่มาที่ไปชื่อเรื่องอะไรก็ไม่รู้จัก ใครเขียนก็ไม่รู้

การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรารู้จักคิด ได้รู้จักการพัฒนาสมอง เพื่อประยุกต์เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็อีกนั้นแหละว่า สิ่งที่เราอ่านนั้นมันคืออะไร เพราะหนังสือที่เราอ่านทุกเล่ม มันจะมีอิทธิพลต่อความคิดของเรากลาย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ว่ามันกำลังได้เกิดขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีให้คนไทยได้เสพในยุดสมัยนี้ มันกำลังทำให้คนไทย ลืมตัวไปแล้วว่า เรากำลังถือสัญชาติไทย ไม่ใช่เกาหลี ญี่ปุ่น หรืออเมริกา

หลายครั้งที่เดินผ่านร้านหนังสือเก่า วรรณกรรมดี ๆ หลายเล่มถูกเลหลังขายแบบถูก ๆ ซึ่งแน่นอนมันเป็นวัฏจักรของหนังสืออยู่แล้ว แต่ที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ แม้จะขายถูกเท่าไร วรรณกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเท่าไร

อาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังเบื่อวัฒนธรรมตัวเอง

อาจจะเป็นเพราะว่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้เราอยากจะหลุดหนีไปจากเรื่องราวเหล่านั้น และเดินทางไปตามความฝันของผู้เขียนชาวต่างชาติที่ได้สร้างลิขิตขึ้นมา

ผู้อ่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นจริงในสังคมแล้ว โดยที่ไม่มีใครคิดจะแก้ไขปัญหาอะไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะตัวเลขอัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีแต่เพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ

แต่แปลกที่ว่า กลับไม่มีอัตราตัวเลขที่แสดงออกมาว่า ในความเพิ่มขึ้นของการอ่านหนังสือของคนไทยนั้น เขาเหล่านั้นอ่านหนังสืออะไรกัน แม้เราจะสร้างวัฒนธรรมการรักการอ่านขึ้นมาได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังต้องทำต่อไปก็คือ สร้างวัฒนธรรมการรับเอาการอ่านที่ดีเข้าสู่ตัวเอง

การเรียนรู้นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ และเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตและสังคมเรา แต่จะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่าหรือเปล่า ถ้าในการเรียนรู้นั้น เราอ่านและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเลือกที่จะเปิดรับสิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในการอ่านหนังสือของเรา

ผมไม่แน่ใจว่าในช่วงชีวิตสั้น ๆ ของคนเรานั้น จะสามารถอ่านหนังสือได้กี่เล่ม และในหนังสือเหล่านั้น เป็นหนังสือดีกี่เล่ม เป็นหนังสือที่เราชอบจริง ๆ กี่เล่ม เป็นหนังสือในกระแสกี่เล่ม และเป็นหนังสือที่ให้ความรู้กับเราจริง ๆ สักกี่เล่ม

ในบ้างเมืองเรา กระแสมันมีมากมายเหลือเกิน ในทุก ๆ วงการ แม้แต่ในวงการหนังสือ วงวรรณกรรมการเรียนรู้ แต่ถ้าเรารู้จักคิดสักนิด เราก็จะพบว่า สิ่งที่แท้จริงนั้น มันจะยืนยงอยู่ตราบนานเท่านาน แม้ว่ากระแสนั้นจะจางหายไปแล้ว

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากอยู่ตามกระแส ทุกคนมีความคิด มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะซ้ำกับใครในเรื่องของตัวตน และความชอบส่วนตัว

แต่หากว่าเราต่างคนต่างกระโจนลงในกระแส และมีความเชื่อและความชอบอย่างเดียวกันไปหมด ซึ่งเป็นความชอบที่ไม่ได้เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมเราเสียด้วย สังคมเราจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด ก็ยากที่จะคาดเดา หากคนในสังคมกำลังเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ไปในทางที่ไม่ใช้วิถีธรรมชาติของชนชาติเรา

ผมไม่ได้กล่าวเพื่อต่อต้าน แต่กล่าวเพื่อให้เราได้รู้จักเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เรารัก เลือกที่จะเรียนรู้ในรูปแบบของการอ่าน วิเคราะห์ว่าอันไหนจริง อันไหนกระแส

การอ่านเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านอะไร ผมยังเชื่อเช่นนั้น และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

แม้วันนี้หนังสือเรื่องผู้ไขว่คว้าของผมจะหายไปแล้ว แต่ผมก็ยังจำความประทับใจในหนังสือนั้นได้ดี กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีปัญหากับทางบ้านเรื่องการเรียน แล้วออกเดินทางไปบ้านญาติที่ต่างจังหวัดโดยลำพัง การเดินทางนั้นสอนให้เขาเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง

หนังสือสอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจนได้กลายเป็นตัวตนจนถึงทุกวันนี้ กับการปรับใช้ในสิ่งที่ได้อ่าน

ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมคงไม่รู้สึกดีแน่ ๆ ถ้าหากการเรียนรู้ของผมนั้น เป็นการเรียนรู้แบบไม่ให้อะไรกับตัวเอง และเปล่าประโยชน์สำหรับสังคม

ผมเชื่อว่าวรรณกรรมดี ๆ เมื่อเกิดมาแล้ว จะคงอยู่ตลอดไป และสิ่งที่เป็นคำว่าตลอดไปนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ความจริง ที่เกิดขึ้นในหนังสือ มันก็จะคงเป็นความจริงต่อไป ที่เราสามารถเรียนรู้และนำความจริงเหล่านั้นมาใช้ในการเรียนรู้ชีวิต

ชีวิตเป็นของเราเอง

เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร หาคำตอบให้กับตัวเองได้ไม่ยากเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าในตอนนี้

...คุณกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ ?


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดยสราวุธ สิงห์ลา - กลุ่มเรื่องสั้น


edit @ 2006/12/25 19:31:21

Comment

Comment:

Tweet


หนังสือเล่มนี้เราก็เคยมีเหมือนกันนะ
แต่ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้......
กำลังหาอยู่
เราว่ามันเป็นหนังสือที่ดีมากๆเลย
ได้แง่คิดที่ดี และมุมมองใหม่ๆ
ทำให้เข้าใจว่า....ที่แท้แล้วการศึกษานั้น ก็ไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต....
ก็อยากให้เพื่อนๆไปซื้อหามาอ่านดูกันบ้าง....
เผื่อว่าบางที....อะไรดีๆจะเกิดขึ้นกับชีวิต และสังคมไทยของเราบ้าง!จริงไหม...?
#6 by redbushy (124.121.0.192) At 2008-08-29 12:12,
เราไม่ชอบอ่านหนังสืออ่ะ มันปวดหัวมากมาย
#5 by papapa (222.123.232.81) At 2007-10-16 09:37,
อยากให้หนังสือหอมหรือไม่มีกลิ่น เพราะมันเหม็นจึงไม่ชอบอ่าน อยากให้แก้ไขตรงนี้คนไทยจะได้อ่านหนังสือมากขึ้น
#4 by สมชาย (61.19.227.2) At 2007-07-23 14:08,
หนังสือเหม็นปวดหัว ไม่ชอบอ่านอะ
#3 by หมิง (61.19.227.2) At 2007-07-23 14:06,



ผู้จัดทำขออภัยด้วยเช่นกันที่ไม่ได้ตรวจสอบโดยละเอียด

เดี๋ยวกลับไปเช็คอีกที แล้วจะแก้ไขให้ค่ะ


#2 by ben'tale At 2006-12-25 19:20,
คือว่าในหลาย ๆ ส่วนของคำ และตัวสะกด ที่ผมพิมพ์ผิด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่จุดหนึ่งที่ผมอยากจะขออภัยจริง ๆ ก็คือ ชื่อนักเขียนที่ผมกล่าวอ้าง "วิมล ไทรนิ่มนวล" ที่ผมพิมพ์ผิด ต้องขออภัยอย่างสูง ถ้ามีโอกาสแก้ได้ แก้ไขให้หน่อยนะครับ คณะผู้จัดทำ


ขอบคุณครับ
#1 by สิงห์ลา (202.142.192.98) At 2006-12-25 19:16,

โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile