
ต่อมาเป็นการเปิดเวทีให้นักเขียนที่ได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาพูดคุยถึงสาเหตุที่ส่งงานเข้าประกวดและบอกวิธีเขียนอย่างไรให้จบเรื่อง พร้อมก้าวต่อไปกับคำว่า นักเขียนมืออาชีพ เพื่อเป็นการแนะนำและชี้โอกาสให้สำหรับผู้ที่จะก้าวมาเป็นนักเขียนต่อไป

คีตกาลฯ หรือณัชชา พระคุณ
เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนรางวัลพิเศษ นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2547 จากเรื่อง มัจฉานุผจญภัย กล่าวว่า
มีเพื่อนรุ่นน้องแนะนำให้ส่งผลงานเข้าประกวด แรกๆก็ไม่รู้ว่าวรรณกรรมเยาวชนคืออะไร แต่ก็ศึกษาจากหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรมเยาวชน 40 เล่มที่เพื่อนนำมาให้อ่าน สำหรับการเขียนให้จบเรื่องนั้น ตนเริ่มจากพล็อตเรื่อง โดยต้องหาพล็อตเรื่องใหญ่ก่อน จากนั้นเขียนบทที่ 1 - สุดท้าย แล้วค่อยสอดแทรกมุขหรือเรื่องอื่นๆตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้เวลาหาพล็อตเรื่องก็จะคิดถึงคนอ่านหรือกลุ่มเป้าหมายที่อ่านหนังสือเราก่อน สำหรับตนคิดว่าการเขียนวรรณกรรมเยาวชนต้องปลอมตัวเป็นเด็ก และคิดให้ได้อย่างที่เด็กคิด

หมีฟู หรือ วีรพัศ ภคกษมา
เจ้าของเรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศ จากเรื่อง วัน(ที่เหมือนมี)พ่อ นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2548 และเรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้าย นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2549 จากเรื่อง สายใย วันวาน วันนี้ โอ้ละหนอ...นับเบอร์วัน
นักเขียนเด็กวัย 14 ปี กล่าวว่า เริ่มจากตอนเด็กๆเห็นคุณแม่ชอบอ่านหนังสือ ผมอยากรู้ว่าหนังสือดีอย่างไร ก็เลยอ่านหนังสือตั้งแต่นั้น พออ่านหนังสือเยอะขึ้นจึงรู้ว่าหนังสือมันช่วยส่งเสริมจินตนาการและให้ความรู้อีกมากมาย พอรู้ว่ามีการประกวดงานเขียนจากร้านนายอินทร์ ก็ลองส่งงานเข้ามา พอได้รางวัลก็รู้สึกตกใจและแปลกใจที่ได้รางวัลและอยากแนะนำว่าถ้าจะเขียนงานสักเรื่อง ควรจะเริ่มจากนำประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่ประทับใจ เกี่ยวกับคนใกล้ตัวมาเขียนก่อน

คุณสาคร พูลสุข
เจ้าของนวนิยายยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2549 จากเรื่อง รังเลือด
ครูนักเขียนชาวสงขลา กล่าวว่า เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เรียนวิทยาลัยครู เขียนไปลงที่วารสารสังคมพัฒนาและได้รางวัลในปี 2527 จากนั้นก็ฝึกอ่านฝึกเขียนมาเรื่อยๆแล้วก็หยุดไป 10 กว่าปีเพราะแต่งงานมีครอบครัว จากนั้นก็กลับมาเขียนงานส่งประกวดรางวัลสุภา เทวกุล ปีแรกเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล ปีที่สองได้รางวัลชมเชย ปีที่สามถึงจะได้รางวัลยอดเยี่ยม ต่อมาเขียนเรื่องสั้นบ้างและวรรณกรรมเยาวชน อีก 1 เล่ม ส่วนจะเขียนอย่างไรให้จบเรื่องนั้น ผมเริ่มเขียนจากจุดที่สะเทือนใจของเรื่องมาก่อน แล้วค่อยมาต่อหน้าเติมหลังแทน ทั้งนี้รางวัลนายอินทร์อะวอร์ดเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ผมมั่นใจระดับหนึ่ง และการก้าวสู่มืออาชีพนั้น ผมว่าต้องดูจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหนังสือในเมืองไทย สำนักพิมพ์ที่จะคุ้มทุนหรือไม่ รวมทั้งความถนัดของนักเขียนด้วย

คุณปกาศิต แมนไทยสงค์
เรื่องสั้นยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2549 จากเรื่อง เก๊าะซารี...มิตรภาพและความตาย
นักเขียน ชาว อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่าผมส่งผลงานมาประกวด 2 ครั้งถึงจะได้รับรางวัล โดยผมนำเรื่องจริง บรรยากาศพื้นถิ่นของบ้านผมมาเขียน สิ่งที่ผมเขียน ผมเริ่มจากแรงบันดาลใจ ปัญหาคือจะเริ่มอย่างไรและจบอย่างไรมากกว่า ต้องรู้ว่าจุดสำคัญของเรื่องคืออะไร ถ้าเกิดข้อมูลอิ่มตัวจะเขียนได้เร็วมากเลย สำหรับการก้าวสู่มืออาชีพของผมนั้น ผมว่าผมคงไม่ถึงขั้นนั้น เพราะผมเพิ่งเริ่มต้น แต่คนที่ผมยกให้เลยว่าเป็นมืออาชีพ คือ ชาติ
กอบจิตติ และวินทร์ เลียววาริณ สองคนนี้เป็นนักเขียนที่มีวินัย ตรงต่อเวลาและรู้จักบริหารเวลาด้วย ผมว่ามืออาชีพ ต้องมีวินัย สำหรับตัวผมคงต้องฝึกฝนต่อไป
เมื่อจบเสวนาบนเวที ได้มีการประกาศโจทย์งานเขียน เพื่อทดสอบความรู้ ความสามารถในด้านทักษะการเขียนของแต่ละคน ด้วยโจทย์ ฉันมา ฉันเห็น ฉันรู้สึก.... ให้เขียนต่อข้อความนี้ ตามประเภทงานเขียนแต่ละกลุ่ม
ทั้งนี้งานเขียนทั้งหมดจะนำไปพูดคุยกันในวันถัดไป ที่จะมีการสัมมนาแยกกลุ่มย่อย
