NewsUpdate

2007/Jan/12

สำหรับวิทยากรที่มาให้ความรู้แก่ชาวค่ายในโครงการเขียนเป็นเล่มฯ 2 ครั้งนี้ มีความหลากหลายและครอบคลุมตามประเภทงานเขียนทั้ง 6 ประเภท



คุณอรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีมืออาชีพ วิทยากรในประเภทสารคดี กล่าวว่า
เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนจริงๆ การเป็นนักเขียนนั้นไม่ง่าย คนที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียนนั้น ต้องมุ่งมั่นและเอาจริง ไม่ต้องไปหวังว่าอยากจะดัง อยากจะมีชื่อเสียง อยากจะมีเกียรติ อยากได้รางวัล ขอเพียงแค่ให้ทำงานด้วยความรักจริงๆ อดทนและมุ่งมั่นจริงๆ ความสำเร็จมีให้กับคนที่รักจริงเท่านั้น...


คุณไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรท์ จากเรื่อง ม้าก้านกล้วย วิทยากรในประเภทกวีนิพนธ์ กล่าวว่า
เมื่อผมวัยเท่านี้ ไม่มีโอกาสแบบนี้เลย แต่การที่ผมได้อ่านทำให้ผมได้พบสิ่งต่างๆมากมาย ทำให้ผมรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่ๆผมเกิด หลังจากที่ผมจบ ป. 7 พ่อส่งผมไปบวช ผมบวช 8 ปี ทำให้ผมได้พบกับครูตามรายทาง หลวงพี่ หลวงตา เพื่อนบ้าง ไม่มีวิทยากรมาอบรมแบบนี้ แต่ระหว่างทาง 25 27 ปีที่จับปากกาเขียนหนังสือ มีงานได้ลงหนังสือในปี 2521 เป็นเรื่องสั้นและบทกวี เป็นเส้นทางที่เรารักก็จริง แม้ว่าเราจะรักเพียงใดแต่ก็มักจะมีความขรุขระ มีหนาม ที่ผ่านมาเคยท้อ เคยเจ็บ เคยอยากเลิก เคยแพ้ไม่รู้กี่ครั้ง แต่ถ้าผมหยุดไว้ตั้งแต่วันนั้นผมคงไม่มีโอกาสมายืนตรงนี้ ขอเปรียบเหมือนไม้ขีดไฟ 1 กล่อง แค่ 1 ก้านก็ทำประโยชน์ในชีวิตเราได้ ใครที่เชื่อครูอย่างเคร่งครัดคนนั้นจะไม่สามารถเป็นนักเขียนที่ดีได้ แต่ใครที่ลบหลู่ครูก็ไม่สามารถเป็นนักเขียนที่ดีได้เช่นกัน


อ.อัจฉรา ประดิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร วิทยากรในประเภทวรรณกรรมเยาวชน กล่าวว่า
ดิฉันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ แต่เป็นอาจารย์อาชีพในสายวรรณกรรมสำหรับเด็ก คนที่จะเป็นนักเขียนมืออาชีพได้ อย่างหนึ่งที่ต้องการมากคือ การสั่งสมความรู้ และประสบการณ์ ผ่านการสังเกตทุกช่วงเวลาของชีวิต แม้ยามที่ใบไม้หล่นก็สามารถเป็นบทกวีได้ว่า ใบไม้อวยพรเรา ตลอดเส้นทางถ้าหากเรารู้จักสังเกต ก็สามารถสร้างพล็อตได้หลายเรื่อง วันนี้เราได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่าน แต่ทั้งนี้การจะเป็นนักเขียนได้นั้นใช้เวลาแค่วันนี้พรุ่งนี้ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ที่ต้องสั่งสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตกผลึก

คุณกีรติ ชนา เจ้าของผลงาน ทางสายที่สาม , บ่วงบรรจถรณ์ วิทยากรในประเภทนวนิยาย
อิจฉาทุกคน เพราะตอนที่เราเด็กๆ เราไม่มีโอกาสแบบนี้ การที่เป็นนักเขียนหรือนักประพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราตั้งใจจริงกับมันเราก็จะทำมันได้ นักเขียนอาชีพ คำว่า อาชีพ คือ เราขายงานได้ เลี้ยงตัวได้ด้วยอาชีพ งานเขียนหนังสือเป็นงานที่มีความสุข ผู้เขียนมีความสุขที่จะเขียนและได้แบ่งปันความสุขนั้นให้ผู้อ่านด้วย

พร้อมด้วย คุณประชาคม ลุนาชัย วิทยากรในประเภทเรื่องสั้น

และ อ. ปรีดา ปัญญาจันทร์ วิทยากรในการเขียนประเภทหนังสือภาพสำหรับเด็ก

และ นักเขียนรุ่นพี่จากโครงการนายอินทร์อะวอร์ด


นอกจากนี้ยังมี ทีมบรรณาธิการ จากสำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์ฯ ที่จะให้ความรู้ด้านต่างๆแก่ผู้ร่วมค่าย

นำโดย

  • คุณจตุพล บุญพรัด ผู้ช่วยบก.อำนวยการ ฝ่ายวรรณกรรมไทยและบก.แพรวสำนักพิมพ์
  • คุณนภาพร พิทยวราภรณ์ บก.เล่มแพรวสำนักพิมพ์
  • คุณอังสนา พานิชเจริญ บก.สำนักพิมพ์อรุณ
  • คุณเทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง บก.เล่มสำนักพิมพ์อมรินทร์
  • คุณวาสนา นิ่มนวล บก.สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
  • คุณนุสรา ดีไหว้ บก.สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก
  • คุณธนกฤต เตียวกุล บก.สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์

สำหรับช่วงอบรมปีนี้เราเปิดค่ายด้วยภาพยนตร์เรื่อง Finding Forrester ทางชีวิตรอใจค้นพบ ภาพยนตร์ที่จุดต่อแรงใจและไฟฝันให้นักเขียนและนักอยากเขียนหลายคนได้เติมติดเชื้อไฟแห่งงานเขียน ด้วยเรื่องราวของนักเขียนรุ่นใหญ่ผู้มีผลงานได้รับรางวัลระดับประเทศอย่างวิลเลียม ฟอเรสเตอร์ หลังจากได้รับรางวัลดังกล่าว วิลเลียมได้หายตัวไปและไม่มีผลงานเขียนออกมาอีกเลย กาลเวลาล่วงมาหลายสิบปี วิลเลียมผู้เก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักได้รู้จักกับเด็กหนุ่มวัย 16 ปี นามจามอล วอลเลซ ผู้มีใจรักหนังสือและพรสวรรค์ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังในการสร้างสรรงานเขียน ทำให้วิลเลียมผู้ย่างเท้าเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตอยากกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ขณะเดียวกันจามอล เด็กหนุ่มที่กำลังเปี่ยมด้วยพลังและศรัทธาที่จะก้าวสู่ความเป็นนักเขียน ก็ได้รับแรงคิดที่เติมต่อประสบการณ์และการกล่อมเกลาเพื่อก้าวสู่ถนนนักเขียนจากวิลเลียม



Finding Forrester นำแสดงโดย ฌอน คอนเนอรี ,โรเบิร์ต บราวน์, เอฟ เมอร์เรย์ อับราฮัม,แอนนา พาควิน กำกับโดย กัส แวง แซงต์ ผู้กำกับเรื่อง Good will hunting ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นการเติมต่อแรงใจและไฟฝันซึ่งกันและกันระหว่างนักเขียนต่างรุ่นต่างวัย และเชื่อว่าผู้ที่เป็นนักเขียนหรือผู้ที่กำลังก้าวย่างสู้เส้นทางนักเขียนย่อมเกิดประกายไฟในปลายปากกาหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้



หลังจากชมภาพยนตร์ดังกล่าวจบ ได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนะความเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นๆ โดยมี คุณองอาจ จิระอร บก.อำนวยการฯ หรือเป็นที่รู้จักกัน ในนามนักวิจารณ์ภาพยนตร์แถวหน้า ภายใต้นามปากกาว่า การะเกด เป็นผู้สรุปและให้แนวคิดแก่ผู้ร่วมค่ายฯ


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con

2007/Jan/12

หลังจากอิ่มใจกับปาฐกถาสดจากลุงคำสิงห์ ก็มุ่งหน้าสู่บ้านสวนสาริกา จังหวัดนครนายก

ก่อนที่จะเริ่มเปิดแคมป์อย่างเป็นทางการ ผู้ร่วมค่ายทุกคนได้มีโอกาสเคารพรูปปั้นคุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งบมจ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ยังความปลาบปลื้มกันทั่วหน้า

จากนั้นคุณองอาจ จิระอร บรรณาธิการอำนวยการ เป็นผู้กล่าวเปิดค่ายนักเขียน โครงการเขียนเป็นเล่มฯ 2 อย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของโครงการ บมจ.อมรินทร์ฯ เป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากการจำหน่ายหนังสือ คุณชูเกียรติ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ เป็นผู้สร้างมิติใหม่ๆให้กับวงการหนังสือ หลายครั้งที่ได้มีโอกาสนั่งฟังคุณชูเกียรติพูด ยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ 20 กว่าปีก่อน ท่านบอกว่าคนที่จะรวยในบ้านเรา มีอยู่ 3 อาชีพเท่านั้น คือ 1.อสังหาริมทรัพย์ 2.น้ำมัน 3. สิ่งพิมพ์ แล้วผลก็เป็นความจริงที่ปรากฏขึ้นมาว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างที่ไม่จำเป็นต้องไปค้าสิ่งของที่มันผิดกฏหมาย และความฝันอีกสิ่งหนึ่งของท่านที่จำได้มาทุกวันนี้ คือ ท่านฝันว่าอยากให้นิตยสารในเครือของท่านมีสี่สีทุกหน้า ซึ่งตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นแล้ว แต่มันเป็นความฝันของคนอยากจะทำหนังสือ



คนที่ทำงานอมรินทร์ฯมาตั้งแต่ในยุคแรกๆ จะได้วิธีคิด วิธีทำงาน และแนวคิดมาจากท่านค่อนข้างมาก ถึงแม้ท่านไม่ได้พูดแต่ท่านก็จะปฏิบัติให้เห็น การที่ทุกคนได้มีโอกาสมาที่นี่ อยากให้ทุกคนระลึกไว้อย่างว่า ระยะเวลา 3 วันคงไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นนักเขียนขึ้นมาได้ แต่งานเขียนเป็นงานที่ตอบโจทย์ความสุขของเราเพราะเราสามารถจะสื่อความคิดของเราให้กับผู้อื่นได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรคนจะฟังและอ่านความคิดของเรา

งานเขียนหนังสือเป็นงานที่ให้โอกาส ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงเรียนต่ำ แต่ถ้าคุณเดินมาถนนสายนี้ แล้วรู้จักที่จะคิด รู้จักที่จะสังเกต หาประเด็น เราจะให้โอกาสแก่คุณเสมอ การเข้าค่ายนักเขียน ในวันนี้อาจจะไม่ทำให้คุณเป็นนักเขียนมืออาชีพ ที่จบผลงานรวมเป็นเล่ม แต่ทำให้คุณได้เพื่อน ได้วิธีคิดที่เป็นระบบ และที่สำคัญคือ ได้วิธีการสื่อสาร นอกเหนือจากนั้นคือ ได้รับรู้ หรือวิธีการสังเกต สิ่งเหล่านี้อยากให้ทุกคนกอบโกยให้ได้มากที่สุด อยากให้เวลานับจากนี้ ได้ก่อให้เกิดพลังแก่คุณมากที่สุด


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con

2007/Jan/12

ทั้งนี้เริ่มเดินทางกันตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันที่ 8 ธ.ค. 49 จากบมจ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง โดยมีเป้าหมายแรก คือ การเข้าเยี่ยมคารวะ ลาว คำหอม หรือลุงคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2535 สาขาวรรณศิลป์ ณ ไร่ธารเกษม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา



คำสิงห์ ศรีนอก เป็นนักเขียนเชิงวิจารณ์ทางสังคมที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลงานรวมเรื่องสั้น เรื่อง ฟ้าบ่กั้น ที่แสดงชั้นเชิงและความสามารถทางวรรณศิลป์ ในการถ่ายทอดสำนึกและความรับผิดชอบที่เขามีต่อสังคม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประกาศให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน รวมไปถึงเรื่องสั้นสะท้อนภาพสังคมอีกหลายๆเรื่อง

ลุงคำสิงห์ ศรีนอก กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ทุกคนได้มาเยี่ยมเยียนถึงที่บ้าน มีระยะหนึ่งที่ลุงถูกเชิญให้เป็นวิทยากรตามค่ายต่างๆ ที่เป็นการสร้างนักเขียนหน้าใหม่ ลุงมักมีคำถามว่าวิธีการเข้าค่ายนักเขียนนั้น จะได้ผลแค่ไหน และจะเป็นนักเขียนได้ต้องไปฝึกที่ไหน พบว่าการเป็นนักเขียนน่าจะตั้งต้นมาจากการอ่าน และเมื่อลุงถูกชักชวนให้ไปพูดอีก ลุงก็มักจะเล่าประสบการณ์จากการอ่าน



งานเขียนปัจจุบันเป็นไปในระดับเรียบๆ วรรณกรรมของเราอยู่ในแนวราบเรียบมาอย่างยาวนาน อ่านแล้วไม่มีอะไรน่าสังเกต งานเขียนที่แสดงออกทางความคิดและปัญญาน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้วรรณกรรมไทยกระเตื้องขึ้น จากนั้นลุงคำสิงห์ได้ยกตัวอย่างหนังสือ 3 เล่มที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน ได้แก่เรื่อง กระดาษชำระ หรือ Toilet Paper เรื่องสั้นน่าอ่านจากประเทศลาว เรื่องสั้นๆเพียง 4 หน้าที่ทำให้ลุงมองเห็นว่าของอะไรก็ตามต้องอยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ และงานวรรณกรรมต้องเขียนขึ้นจากพื้นภูมิของวรรณกรรม งานวรรณกรรมต้องบอกอะไรที่อยากบอกแต่ต้องบอกอย่างมีศิลปะ และการจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องไม่โลภ ต้องใช้ศิลปะในการอธิบายเพื่อประโยชน์ในการเขียน

หนังสือเล่มที่สอง คือ ประกอบส่วน หมายถึง ขอมีส่วนร่วม การสมทบ ร่วมทำบุญ เป็นงานเขียนของนักเขียนลาว ชื่ออุทิน บุญญาวงศ์ ผู้เขียนเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมไปถึงภาพของการต่อต้านสงครามที่บอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล และเล่มสุดท้าย คือ เรื่องสั้นของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ชื่อเรื่องว่าวันสุดท้ายของสงคราม อ่านเรื่องนี้แล้วพบว่า คนทำสงครามจนลืมเรื่องของมนุษยชน



ลุงคำสิงห์ยังแนะนำเพิ่มเติมว่าการอ่านที่จะช่วยให้สมองเราพัฒนานั้นจะต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ อ่านแล้วต้องจับประเด็น อ่านหนังสือต้องอ่านให้แตก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานของผู้ที่จะเป็นนักเขียนในอนาคต พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่าเป็นนักเขียนที่ดีต้องฝากผลงานไว้กับแผ่นดิน วรรณกรรมที่ดี คือ วรรณกรรมที่มีชีวิต อ่านแล้วต้องรู้สึกประทับใจ


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile