TheKnowledge

2006/Dec/21

แนวคิดและหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชน
: อัจฉราประดิษฐ์
วิทยากรกิจกรรม Work Shop ปี'๔๘ กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน


จากประสบการณ์ในการสอนหนังสือและตัดสินวรรณกรรมเยาวชนมาพอสมควร ดิฉันพอจะประมวลหลักสำคัญในการสร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชนได้ดังนี้


การเขียนเรื่องให้ดี เราต้องรู้จริงในสิ่งที่เราเขียน ดังนั้นนักเขียนหน้าใหม่ควรเริ่มจากการเขียนเรื่องที่เรารู้จักดีที่สุด จะดีกว่า มันจะทำให้เรามั่นใจต่อข้อมูล และไม่หลอกผู้อ่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าหากไม่รู้เราก็หาความรู้ได้ ด้วยการศึกษาค้นคว้าให้รู้จริง ถ้าเราเขียนงานโดยรู้ไม่จริงผู้อ่านจะสัมผัสได้ว่าเราไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขียน

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งยิ่งใหญ่ หรือพูดประเด็นที่กว้างเหลือเกิน พูดเรื่องเล็กๆ แต่พูดให้ลึกดีกว่า เพราะคุมประเด็นให้ชัดเจนได้ง่าย มีเอกภาพทางความคิดดีกว่า

พยายามเขียนเรื่องให้มีรายละเอียด มีพรรณนาโวหาร หรือการสร้างภาพด้วยคำบ้าง เช่น บรรยายฉาก สถานที่ ตัวละครได้ละเอียดพอจะสร้างภาพในมโนคิดของผู้อ่านได้ (ระวังอย่าพรรณนานามากไป เพราะอาจทำให้ดำเนินเรื่องเยิ่นเย้อยืดยาดก็ได้) ภาพที่ผู้อ่านคิดได้จากภาษาที่เราบรรยายมันคือเสน่ห์ของงาน มันทำให้ผู้อ่านได้ยินเสียง ได้เห็นหน้าตาตัวละคร ได้เห็นภาพฉาก ได้สัมผัสถึงบรรยากาศและอารมณ์ของตัวละครหรือฉาก ตลอดจนเข้าใจสภาพเวลาในตอนนั้น ๆ ปัญหาสำคัญของนักเขียนหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนคือ ไม่อาจบรรยายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาด้วยภาษาได้ เพราะนึกเป็นภาพสำเร็จรูปในหัวเป็น scene เสมือนการ์ตูนช่อง ทำให้งานเขียนเป็นเพียงการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดที่จะช่วยสร้างภาพ สร้างความเข้าใจ สร้างความซาบซึ้งน่าจดจำ แก่ผู้อ่าน

การสร้างสรรค์งานแก่ผู้อ่านวัยใดก็ตาม ผู้เขียนควรเลือกสไตล์การเขียน และการใช้ภาษาให้เหมาะแก่เนื้อหางานของเรา ระวังอย่าใช้ที่โบราณย้อนยุคมากไป หรือภาษาสมัยใหม่ หรือใช้ศัพท์แสลงมากเกินไป ถ้าเป็นเรื่องย้อนยุค ใช้ภาษาและสไตล์การเขียนให้กลมกลืนกับเนื้อเรื่อง เหมาะกับยุคสมัยได้ แต่ระวังอย่าใช้ศัพท์สำนวนที่เชยไป ถ้าเป็นเรื่องร่วมสมัยอาจใช้คำแสลงเฉพาะสมัยได้ แต่ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะศัพท์แสลงทำให้งาน "เชย" ง่าย เพราะเมื่อภาษาแสลงนั้นเลิกใช้ไป งานของเราก็เชยด้วย ดังนั้นการใช้ภาษาเขียนที่ได้มาตรฐาน สำนวนราบรื่นสละสลวย จะทำให้งานเขียนของเราเป็นอิสระจากเงื่อนไขเวลา ทำให้งานอยู่ได้นาน ไม่ตกยุคไปง่ายๆ ดังนั้นจึงอยากย้ำให้ใช้ภาษาเขียนที่ได้มาตรฐาน มีความงามของภาษา ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ งานจึงจะโดดเด่น

ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน เห็นว่างานเขียนแนวแฟนตาซีแบบที่ "ฮิต" กันหลายปีมานี้แม้จะอ่านสนุก แต่ตอนนี้มีเยอะจนเฝือแล้ว ถ้านักเขียนไม่รู้จักแนวการเขียนแบบแฟนตาซีดีจริงๆ จะได้งานที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก สิ่งที่วงการวรรณกรรมเยาวชนของไทยยังขาด น่าจะเป็นงานเขียนแนวสมจริง (Realistic) ที่อ่านสนุก ไม่เชย ไม่สอนอย่างตรงไปตรงมามากเกินไปมากกว่า และจะว่าไปเรื่องของคนธรรมดาในโลกของเราก็มีประเด็นให้เขียนถึงอีกเยอะแยะ

งานเขียนที่ดีควรมี สาร (message) แก่ผู้อ่าน อย่าคิดว่าหนังสือเด็กเขียนให้เด็กอ่านเพื่อความสนุกบันเทิงอย่างเดียว แต่ทว่าการสอดแทรกสาระใดๆ ก็ควรทำอย่างแนบเนียนและมีชั้นเชิง ไม่สอนตรงไปตรงมาเกินไป ควรหลีกเลี่ยงความพยายามยัดเยียดอุดมคติของความเป็นเด็กไทยให้แก่ผู้อ่าน (เช่น เด็กไทยต้องมานะ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย ฯลฯ)

นอกจากนี้นักเขียนหน้าใหม่ควรเปิดใจกว้างต่อการรับฟังความคิดเห็น คำวิจารณ์ คำติชม จากบรรณาธิการหรือกรรมการตัดสิน หรือผู้อื่นได้ ไม่อยากให้นักเขียนหน้าใหม่มั่นใจในงานของตัวเองเกินไปแม้ผลงานจะดีมากก็ตาม เพราะการเปิดใจกว้างจะช่วยเปิดโอกาสในการเรียนรู้ให้เราอย่างกว้างขวาง


ทั้งหมดนี้คือความเห็นที่อยากฝากไว้นะคะ

ขอให้นักเขียนหน้าใหม่มุ่งมั่นในเส้นทางวรรณกรรมอย่างมั่นคง และขอให้ประสบความสำเร็จค่ะ

2006/Dec/21

ว่าด้วยบทกวี : ไพวรินทร์ ขาวงาม

วิทยากรกิจกรรม Work Shop ปี'๔๘ กลุ่มกวีนิพนธ์

ว่ากันว่า ชุมชนวรรณกรรมเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม ยิ่งกว่านั้นชุมชนกวียังเป็นชนกลุ่มน้อยของชุมชนวรรณกรรมอีกต่างหาก หนังสือรวมบทกวีขายได้น้อยกว่าหนังสือประเภทอื่น กวีขายยาก กวีอยู่ยาก บางสำนักพิมพ์และสายส่งเห็นหนังสือรวมบทกวีเป็นของแสลง


แต่อย่างไรก็ตาม ทุกชาติในโลกนี้ยังมีกวี ทุกชุมชนยังมีกวี ยิ่งกว่านั้นยังอาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้วความเป็นกวีมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนจะถ่ายทอดออกมาได้หรือไม่อย่างไรเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง


กวีมีชื่อเสียงอาจเป็นเพียงความลงตัวสอดคล้องหนึ่งๆ ของคนหนึ่งๆ มิได้หมายความว่าเขาจะวิเศษเหนือกว่าคนอื่นเสมอไป บางทีตาสีตาสาชาวนาชาวไร่อาจมีความเป็นกวีเป็นปราชญ์อย่างที่เราคาดไม่ถึง ดังจะเห็นได้จากปราชญ์ชาวบ้านบ้าง พระชาวบ้านบ้าง พ่อเพลงแม่เพลงในท้องถิ่นต่างๆ บ้าง


สำหรับผม กวีไม่ใช่เพียงแต่เคร่งครัดฉกาจเก่งในเรื่องโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เท่านั้น กวีพึงเป็นอะไรมากกว่านั้น ส่วนจะเป็นมากน้อยแค่ไหนแล้วแต่กำลังชีวิตจิตใจหรือแม้แต่วาสนาของแต่ละคน

บทกวี คือ ภาษาของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด คือเครื่องมือที่จะนำสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นข่าวสารออกมาแสดงให้ประจักษ์ ตระหนัก ตระหนก สะทก สะท้อน กวีอาจไม่มีหน้าที่สรุปหรือฟันธงความจริง แต่กวีอาจหมุนแปรคำและความให้เห็นความจริงใหม่ๆ ของชีวิตหลายด้าน ทั้งเรื่องที่บางทีคนทั่วไปคิดไม่ถึง และแม้แต่ตัวกวีเองก็เพิ่งจะคิดถึง


ว่ากันว่า บทกวีคือการใช้ภาษาอันมีอยู่จำกัด
บรรยายสิ่งที่มีมากมายไม่จำกัด
ในคำมีภาพ ในภาพมีคำ

บางอาจเหมือนการย่อมหาสมุทรให้เหลือเป็นน้ำค้างหยดหนึ่ง
หรือกระทำให้น้ำค้างหยดหนึ่งให้กลายเป็นมหาสมุทรในตัวมันเอง



2006/Dec/21

* การเขียนสารคดี : พิษณุ ศุภ.

วิทยากรกิจกรรม Work Shop ปี'๔๘ กลุ่มสารคดี


เชื่อหรือไม่ว่า นักเขียนไม่มีหลักอะไรในการเขียน นอกจากความอยากเขียน


บอกตามตรงว่าไม่สนุกนักที่จะต้องมานั่งเขียนในสิ่งที่ยังไม่ได้พูด สู้ให้มาพูดในสิ่งที่ยังไม่ได้เขียนจะดีกว่า เหมือนเช่นตอนนี้ ผมว่าผู้จัดการสัมมนาหรือเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการก็ย่อมทำกันอย่างนี้ทั้งนั้นไม่ว่าที่ไหน ช่างไม่รู้เลยว่าวิทยากรอย่างผมต้องลำบากลำบนมากทั้งต้องเตรียมเขียนสิ่งที่เรียกกว่า Paper และเตรียมเนื้อหามาพูดในวันจริง


การพูดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ไม่ต่างจากการเก็บเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าออกเดินทางท่องเที่ยว จะไปที่ไหนนั้นรู้อยู่แล้วว่าจะไปเชียงใหม่ เชียงตุง เชียงรุ้ง แต่ไปแล้วจะเจอะเจออะไรเราไม่รู้ฉะนั้นถ้าจะให้มาเขียนสรุปในสิ่งที่คุณยังไม่ได้ไปจึงเป็นเรื่องยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ถึงจะเขียนได้มันก็เป็นแบบวิชาการวัยรุ่น เขาเรียก FAKE ๆ ไงครับ

อย่าเห็นว่าวิทยากรเป็นเทวดา เห็นเป็นแค่หมอดูก็ดีมากแล้ว

สำหรับผมงานเขียนทุกประเภท ไม่มีสูตร ไม่มีทฤษฎี ไม่มีหลักสูตร สิ่งเหล่านั้นจะมีก็แต่ในห้องเรียนเท่านั้น ส่วนในห้องเรียนของโลกไม่มี ต้องค้นหากันเอาเอง ที่เขียนกันตามสูตร ตามทฤษฎี มักตามหาความสำเร็จไม่เจอ


พูดอย่างนี้เหมือนไม่ให้กำลังใจกันเลย ดูไม่มีความหวังเลย เหมือนครูช่างโบราณที่สร้างสรรค์ศิลปะเสร็จแล้วโยนเครื่องมือทิ้งแม่น้ำหมด ก็ไม่ใช่อย่างนั้น แค่ว่าอยากจะกระแทกกันแรงๆเพื่อให้คิดเอง จินตนาการเองและเริ่มลงมือเขียนเอง


ที่เป็นอย่างนี้เพราะผมเชื่อว่านักเขียนเกือบทั้งนั้น ไม่มีใครได้เรียนวิชาการสร้างสรรค์วรรณกรรมโดยตรง ถึงบางคนจะเรียนมาแต่ก็เชื่อว่าเขาไม่ได้เขียนตามที่เรียนมา

ผมก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้ แต่ผมมีครูดีๆมาสอนผมที่บ้านและที่ห้องสมุด มีทั้งอาจารย์เสฐียรโกเศศ อาจารย์คึกฤทธิ์อาจารย์ส.ศิวรักษ์ อาจารย์ลาวคำหอม อาจารย์ฝรั่งนอกจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ของผมก็มีอาจารย์สไตน์เบ็คอาจารย์แฮมมิ่งเวย์ อาจารย์กามูร์ อาจารย์ตอยสตอย อาจารย์ที่เป็นแขกก็มีอย่าง อาจารย์ระพินทรนาถ ฐากูร อาจารย์คาลิล ยิบรานรวมไปถึงจีนญี่ปุ่นก็มี ที่เป็นอาจารย์อายุน้อยกว่าผมก็มี อาจารย์ชาติ อาจารย์นิคม อาจารย์กีรตี อาจารย์ไพวรินทร์ อาจารย์บินหลา ผมเรียกทุกคนว่าอาจารย์ได้เพราะในทุกตัวอักษรที่นักประพันธ์เขียนไว้ให้อะไรแก่ผมทั้งนั้น


เล่ามาเสียยืดยาวก็เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเขียนถึงหัวใจสำคัญในงานเขียนหรือพูดถึงแต่เพียงน้อยๆ เพื่อให้กลับไปคิดมากๆ


อย่างที่บอกไว้แล้วว่าผมไม่มีทฤษฎีจากใครในงานเขียนสารคดี ผมเขียนตามที่ผมอยากเขียน มีคนอ่านก็ดีใจ ถ้าไม่มีใครอ่านก็เลิกเขียน

ผมเริ่มต้นจากอยากเขียนก่อน แล้วจึงอยากเที่ยวและที่สำคัญคือมีจินตนาการที่จะเที่ยวและกลับมาเขียน (ในขณะที่สารคดีบางประเภทอาจไม่ต้องไปเที่ยว เพียงนั่งอยู่กับโต๊ะหากมีข้อมูลที่จะเขียนก็ทำได้)

-งานสารคดีท่องเที่ยวต้องเริ่มจากความตั้งใจว่าจะเที่ยว และมุ่งมั่นว่าจะเขียน
-เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนเดินทาง
-ระหว่างการท่องเที่ยวต้องมีศิลปะในการเดินทาง (มีรายละเอียดมากไว้ฟังตอนพูด)
-กลับมาต้องลงมือเขียนถ้าไม่เขียนก็จะไม่เป็นงานสารคดีท่องเที่ยว
-เขียนอย่างไร ตรงนี้แหละที่ต้องมาคุยกัน แบ่งสัดส่วนข้อมูลที่นำเสนออย่างไร
-มีจุดขายกับสำนักพิมพ์อย่างไร
-เตรียมใจเมื่อหนังสือออกวางแผงแล้ว รอคำวิจารณ์ซึ่งมีทั้งที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ และที่แย่ที่สุดคือไม่มีใครวิจารณ์
หรือไม่มีใครอ่านด้วยซ้ำ
-โชคดีก็จะได้พิมพ์ครั้งที่ ๒ โชคดีมากอาจได้พิมพ์ครั้งที่ ๓ ๔ - ๕


เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ผมยังไม่ได้ให้หลักในการเขียนสารคดีท่องเที่ยวเลยใช่ไหม ก็ถูกต้องแล้ว เพราะผมไม่มีอะไรจะให้ และก็ยังไม่พร้อมที่จะให้

หนึ่ง อ่านไม่สนุก ไม่ชวนให้ติดตาม
สอง ไม่เปิดโลกแห่งความฝันใดๆเลย ไม่มีอาการใดๆที่กระตุ้นต่อมให้ตาสว่าง
สาม อ่านแล้วไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆเลย ไม่มีความคิดเห็น ไม่มีความคิดส่วนตัวเลย
สี่ อ่านจนจบแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเขียนเรื่องอะไร อารมณ์แบบไหน วกวนแบบที่เขาเรียกว่าไม่มีเอกภาพนั่นแหละ
ห้า อ่านจบแล้ว เบาโหวง เก็บหนังสือแล้วไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในกระโหลกเลย
หก หนักอึ้ง เต็มไปด้วยความรู้ สอบนักธรรมเอกเปรียญ ๙ ประโยคได้เลย

สรุปว่า ชอบไม่ชอบ การตัดสินใจอยู่ที่คุณ อยู่ที่รสนิยมและประสบการณ์ของคุณ ผมอยากจะบอกว่าเรื่องสารคดีท่องเที่ยวนั้น ไม่มีข้อจำกัดว่าคุณจะเขียนเรื่องอะไร โลกนี้มีเรื่องให้เขียนบอกเล่าถึงการเดินทางมากมาย

ง่ายที่สุดก็คือ ออกท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ จริงๆ มีทั้งไปให้ไกล กับไปเพียงใกล้ๆ
ยากที่สุดก็คือ ท่องเที่ยวไปในความฝัน ไม่ต้องไปไหน แต่ความฝันเดินทางได้เอง
ข้อสำคัญคือ ขอให้เป็นการเดินทางของคุณเอง เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยตัวเอง

ใครไม่อ่าน ใครไม่เอาไปพิมพ์ขาย อยากโง่ก็ตามใจ....เชอะ

เอาเป็นว่าถ้าคุณอ่านสารคดีท่องเที่ยวเรื่องใดของใครแล้ว รู้สึกอย่างที่ผมจะบอกต่อไปนี้ขอให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าในรสนิยมของผมก็แล้วกัน



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile