TheKnowledge

2006/Dec/21

แนวคิดและหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์งานเขียน
: บินหลา สันกาลาคีรี วิทยากรกิจกรรม Work Shop ปี'๔๘ กลุ่มเรื่องสั้น

การเขียนเรื่องสั้น

งานเขียนมันเป็นการทำงานของความคิด แล้วเราก็เลือกรูปแบบการนำเสนอ


ผมเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ แต่กว่าเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์ครั้งแรกก็ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี ๑ (พ.ศ. ๒๕๒๗) ซึ่งค่อนข้างจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้เกิดความเชื่อมั่นว่าน่าจะเขียนหนังสือได้ แต่มันก็เป็นความเข้าใจผิดไปเอง เพราะกว่าที่ผมจะได้เขียนหนังสือจริงๆ ก็หลายปีต่อมา เรื่องสั้นเรื่องแรกของผมรวมเล่มปี ๒๕๓๓ ประมาณ ๗ ปี หลังจากเขียนหนังสือ ในขณะนั้นเป็นนักข่าว เริ่มถามตนเองว่าอยากเป็นนักข่าวหรือนักเขียนกันแน่ เพราะนักเขียนกับนักข่าวจะไปคนละทาง แม้จะใช้ปากกาเหมือนกัน นักข่าวเป็นคนนำเสนอความจริงที่ถูกคนอื่นสร้างขึ้นในนาทีนั้น ไม่สามารถกำหนดการเสนอเองได้ ผู้อื่นเป็นคนกำหนด

สำหรับนักเขียน คือการนำเสนอความจริงที่เรากำหนด อาจจะเป็นความจริงเมื่อ ๕ ปีที่แล้วหรือ ๑๐ ปีที่แล้ว หรือ ๕๐ ปีข้างหน้า ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ ความจริงของผมไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นสัจจะ เป็นกระบวนการคิดที่ต้องจริง สมมติถามว่านิยายวิทยาศาสตร์เป็นความจริงไหม ผมว่าจริง เรื่องเพ้อฝันนั้นไม่จริง แต่เรื่องจินตนาการนั้นจริง เส้นแบ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนแต่ที่สุดแล้วนักเขียนจะเป็นผู้นำเสนอความจริงออกมาไม่ใช่ส่วนเพ้อฝัน


ส่วนการตีความเป็นหน้าที่ของคนอ่าน ผมคงไม่ไปก้าวล่วงหรือไปอธิบายว่าการตีความอย่างนั้นถูกหรือผิด เมื่อถึงวันหนึ่งเรื่องทุกเรื่องต้องได้รับการเฉลย ถ้าคุณได้รับคำตอบนั้นด้วยตัวเอง คงจะดื่มด่ำและประทับใจกับมันมากกว่าการที่คนอื่นเฉลยให้คุณ หากบอกไปว่าหมายความถึงอะไร มันอาจจะทำให้ผู้อ่านสูญเสียความสนุกสนานส่วนตัวไป

สำหรับนักอยากเขียน และอยากทำอาชีพนักเขียน ผมว่ามันเป็นระบบตรวจสอบที่หนักหน่วง หมายความว่าคุณต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ เพราะความสามารถผมว่าอาจจะพิสูจน์ได้ไม่ยาก คือคุณลองเขียนมาสักหน่อย ให้คนรอบข้างคุณอ่าน ก็พอจะเห็นแล้วว่าคุณมีความสามารถ มีแววหรือไม่ แต่ถึงคุณมีความสามารถแล้ว กว่าจะให้สังคมกว้างๆ ยอมรับ คุณต้องมีความตั้งใจ มีความเด็ดเดี่ยว และยอมรับที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากในช่วงเวลาหนึ่ง ความตั้งใจนี้เองที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าคุณจะไปได้หรือไม่ได้

นักเขียนเปรียบเสมือนคนทำสวน ต้องรอนานกว่ามันจะออกดอก ออกผล หรือบางทีมันก็ไม่ออกลูก ถ้ายังไม่พร้อมให้ลองทำไร่นาสวนผสมไปก่อนก็ได้...

ผมไม่เคยคิดว่าการเขียนหนังสือคือบันไดที่ต้องก้าวไปทีละขั้น หนึ่ง...สอง...สาม...สี่
การเขียนน่าจะเทียบได้กับการขึ้นภูเขา คุณอาจจะเคยขึ้นเขาลูกแรกสูงหนึ่งพันเมตร แต่ภูเขาลูกที่สองคุณอาจจะขึ้นสูงแค่ร้อยเมตรได้ หรือตั้งใจจะขึ้นไปสูงสักสองพันเมตร แต่ขาหักตั้งแต่แปดสิบเมตรแรกก็เป็นไปได้ มันสำคัญที่อย่างน้อยคุณต้องสำนึกเสมอว่าเคยขึ้นเขาสูงพันกว่าเมตรมาแล้ว จะมามัวสนุกสนานอยู่บนพื้นราบไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมไม่อยากเรียกว่าแรงกดดัน แต่อยากเรียกว่าความคาดหมาย


* คัดย่อข้อมูลการสัมภาษณ์จาก นิตยสารขวัญเรือน, www.manager.co.th และ นิตยสาร GM Plus



2006/Dec/21

กว่าจะเขียนหนังสือส่งประกวดสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่เขียนให้ถูกใจคณะกรรมการดูเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

...........


กลเม็ดเคล็ดลับของมันคืออะไรบ้าง คุณอรสม สุทธิสาคร กรรมการผู้ทรงคุณวุมิ
และ คุณจตุพล บุญพรัด บรรณาธิการจากเวทีชื่อดัง กำลังจะให้คำตอบ

เมื่อการประกวดแข่งขันว่าด้วยเรื่องงานเขียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา บ้านเรามีการสร้างและเปิดโอกาสกับนักเขียนหน้าใหม่บ่อยครั้ง ทำให้หลายเวทีได้ปั้นดาวดวงใหม่ขึ้นมาประดับวงการเป็นระยะๆ แต่ในทางกลับกัน กว่างานเขียนสักชิ้นจะถูกถ่ายทอดจนผ่านตากรรมการ นักเขียนหลายต่อหลายคนก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการสร้างผลงานที่ดี มีคุณค่า

คุณจตุพล บุญพรัด บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ และผู้ช่วยบรรณาธิการอำนวยการหนังสือเล่ม หนึ่งในคณะกรรมการรอบคัดเลือกจากเวทีนายอินทร์อะวอร์ด ให้ความเห็นว่า


สมัยนี้มีการประกวดเยอะมากถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ซึ่งมาตรฐานก็ใกล้เคียงกัน เพราะคณะกรรมการที่เป็นรอบตัดสินมีอยู่ไม่เยอะคน มันก็หมุนเวียนถ่ายเทกันไป ตัดสินรางวัลนี้เสร็จก็ไปตัดสินรางวัลนั้น เพราะฉะนั้นอยู่ที่ผู้เขียนมากกว่าว่าจะเขียนมายังไง

...ที่ผ่านมาเราจัดการแข่งขันออกเป็น ๓ ประเภท คือ ประเภทสารคดี วรรณกรรมเยาวชน และหนังสือภาพสำหรับเด็ก แล้วได้เพิ่มประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ในภายหลัง ซึ่งอีกหลายเวทีก็จะคล้ายคลึงกันนะครับ ก็พบว่ามีคนส่งเข้ามาเยอะมาก เฉลี่ยวแล้ว ๑๐๐ สำนวนขึ้นไปในทุกๆปี และผลงานก็จะมี ๒-๓ ระดับ คือ เตาะๆแตะๆเพิ่งเริ่มต้น บางคนอยู่ในขั้นฝึกหัด กำลังเอาจริงเอาจัง และอีกระดับคือ ดี ใช่เลย แต่อันหลังจัดว่ามีน้อย

...กรรมการรอบคัดเลือกจะเป็นบรรณาธิการที่เชี่ยวชาญในแต่ละประเภท พอได้งานมา ๑๕-๒๐ ชิ้น เราจะส่งให้กรรมการรอบสุดท้ายซึ่งเป็นนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นนักวิจารณ์ หรือเป็นนักวรรณกรรม ให้ช่วยตัดสิน การตัดสินก็ให้กฎเกณฑ์ที่ต่างกันไป เช่น หนังสือภาพ (สำหรับเด็ก) เราให้ความสำคัญเรื่องของจินตนาการ ให้มุมมองที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ส่วนเรื่องสั้นหรือนวนิยายก็คล้ายๆกัน คือดูว่ามีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง กรรมการจะรู้เลยว่าคนที่ส่งมาเขียนหนังสือเป็นหรือไม่เป็น อยู่ในเกณฑ์ไหน

เพราะกรรมการแต่ละท่านผ่านการอ่านวรรณกรรมมาพอสมควร จะรู้ว่าเรื่องไหนดีเพราะอะไร เช่น จัดวางองค์ประกอบไว้อย่างลงตัว ไม่ยาวหรือสั้นเกินไป หรือถ้าเป็นแนวเหมือนจริง ก็ไม่พลาดเรื่องของฉาก ตัวละคร บทสนทนา อ่านแล้วกลมกลืน เต็มอิ่ม เหมือนเราเข้าไปดูหนังสักเรื่องแล้วมันดีน่ะครับ มันเป็นกฎเกณฑ์กติกาแบบภาษาศิลปะ

แม้เกณฑ์การตัดสินว่าด้วย งานเขียนที่ดี จะอธิบายเป็นคำพูดได้ค่อนข้างยาก แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็นนักอ่านตัวจริงแล้วละก็ ความสมบูรณ์แบบของงานก็พอเป็นที่เข้าใจไม่ยากว่าอะไรที่เรียกว่าดี และอะไรที่เรียกว่ายังไม่เข้าขั้น หนึ่งในนั้นคืองานเขียนที่เต็มไปด้วยแง่มุม แง่คิด ภาษาสละสลวย การนำเสนอที่น่าสนใจ มีเอกภาพ และมีแก่นความคิดที่สร้างสรรค์ลงตัว

หนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากเวที คุณอรสม สุทธิสาคร นักเขียนและเจ้าของผลงาน นักโทษประหารหญิง หรือ เด็กพันธุ์ใหม่วัย X ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า


เราต้องดูหลายๆอย่างนะคะ เช่น สำนวนภาษา ต้องมีความสละสลวย น่าอ่าน หรือมีเสน่ห์ ซึ่งเสน่ห์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนคือความเรียบง่าย ซื่อๆ ตรงๆ แต่เป็นภาษาที่ใช้ได้ บางคนมีลีลาน่าสนใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ทุกผลงานต้องน่าติดตาม ตรึงให้อยากอ่านต่อ แล้วก็ให้อะไรกับผู้อ่าน เช่น ให้ความรู้ ให้แง่คิดหรือมีมุมมองที่น่าสนใจ รวมๆ คือ มีภาพรวมที่ลงตัว มีเอกภาพ มีสาระคุณค่าในตัวเอง


...ส่วนงานแนวทดลองก็ไม่น่ากังวลใจ คุณมีสิทธิ์ลุ้นถ้างานคุณถึง อย่างครั้งหนึ่งก็มีคนได้รางวัลจากการนำเสนอแบบนี้ งานเขาคล้ายๆกับที่เขียนในอินเทอร์เนต คือเขียนไปสัก ๓ ประโยคก็จบแล้วขึ้นย่อหน้าใหม่ กรรมการบางท่านก็ท้วงติงเหมือนกันว่าจะเอายังไงดี มันแปลกตาไปนะ แต่เราก็มาตกลงกันว่า มันเป็นการนำเสนอรูปแบบใหม่ และเห็นว่างานเขาถึง ก็เลยได้รับรางวัล


...เมื่อตัดสินผลงาน ดิฉันจะทำใจว่างเมื่อหยิบงานมาอ่าน และเชื่อว่ากรรมการหลายๆคนก็จะคิดอย่างนี้ อ่านแล้วเราจะรู้สึกเองว่างานมีรสชาติยังไง มันดีเยี่ยมอย่างนึกไม่ถึง หรือทำท่าจะดีแต่ไม่ดี เช่นชิ้นหนึ่งที่ประสบการณ์ของคนเขียนน่าสนใจมาก เป็นงานสารคดีท่องเที่ยวประเทศหนึ่ง เขาไปจนทั่วประเทศ กรรมการทุกคนอิจฉาเลยนะ และเห็นว่าน่าจะดี เพราะสารบัญน่าสนใจ รูปถ่ายก็ซ้วยสวย แต่พออ่านแล้วน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะคนเขียนใช้อัตตาของตัวเองตัดสินคนอื่น ทัศนะเขาติดลบมาก เช่นเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่ามันหลายๆครั้ง ซึ่งงานสารคดีถือว่าใช้ไม่ได้ ต่อให้งานชิ้นนั้นมีองค์ประกอบอื่นๆที่ดี แต่ถ้าเขาตัดสินผู้คน มันแก้ไขยาก อันตรายมาก ในขณะที่บางงานเป็นเรื่องใกล้ๆตัว แต่เขาได้รางวัล เพราะเขามีมุมมองในด้านบวก นี่ก็เป็นความต่างของการนำเสนอ


นอกจากการเขียนให้ดี มีคุณค่าสาระแล้ว หนึ่งในเคล็ดลับยังรวมถึงการศึกษากติกาของแต่ละเวทีให้ถี่ถ้วน เพราะหลายปีที่ผ่านมา การส่งผลงานผิดประเภทเป็นเรื่องที่พบเห็นบ่อยครั้ง


คุณจตุพลกล่าวว่า สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนต้องเสียโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ละสนามมีกฎเกณฑ์และกติกาซึ่งเป็นสิ่งแรกๆที่ผู้แข่งขันต้องศึกษา ต้องดูว่าเขาต้องการอะไร และแต่ละประเภทแตกต่างกันยังไง เพราะบางคนส่งไปยังไม่รู้เลยว่าเขามีประเภทอะไรบ้าง แล้วบางทีก็ส่งผิด งานตัวเองเป็นสารคดี แต่ไปส่งเรื่องสั้น เป็นอย่างนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้ากรรมการเห็นก็จะคัดออก เพราะถือว่าคุณไม่ศึกษากติกา


...ส่วนการศึกษาสไตล์ ผมว่าไม่เกี่ยว ไม่ว่าเวทีไหนก็ตาม แต่ถ้าคุณเขียนดี คุณจะได้รับการพิจารณาแน่นอน ก็เคยเจอนะครับ ประเภทที่อ่านทางกรรมการ เขาจะไปดูว่างานที่ได้รางวัลปีก่อนๆเขียนแบบไหน แล้วก็เขียนตาม แต่ก็ว่ากันไม่ได้ เพราะถือว่าเขาศึกษาแนวทาง บางคนที่ลอกคนอื่นมา เราก็รู้ เพราะอย่าลืมว่ากรรมการทุกท่านอ่านหนังสือมาเยอะ เขาแยกออก คุณเป็นตัวของตัวเองจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เข้าประกวดต้องการจะชนะใจกรรมการ แต่เมื่อกรรมการแต่ละท่านมาจากหลากหลายที่ ทั้งยังมีมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน รสนิยมส่วนตัว จึงน่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น


คุณจตุพลกล่าวว่า ก็คงจะมีบ้างนะครับ ปฏิเสธไม่ได้ เพราะกรรมการแต่ละท่านก็มีสไตล์ไม่เหมือนกัน มีรสนิยมที่อาจต่างกัน แต่พอถึงที่สุดแล้ว มาตรฐานของมันจะบอกมันเอง เช่นถ้าชอบเหมือนกัน ๓ คน อีก ๒ คนไม่ชอบ เราก็มาถกเถียงหักล้างกัน โดยเอาหลักเกณฑ์กติกามาตัดสิน หรือแม้แต่นักเขียนเองก็ตาม บางทีเขาอาจจะคิดว่างานเขาดีเหลือเกิน แต่บางทีงานที่ดีของบรรณาธิการก็อีกแบบหนึ่ง ของผู้อ่านทั่วไปก็อีกแบบหนึ่ง แต่พอถึงที่สุดมันมีมาตรฐานของมันอยู่


ข้างคุณอรสม ว่าที่กรรมการรอบตัดสิน กล่าวว่า ดิฉันมองว่ามันเป็นรสนิยมในการเสพศิลปะ ไม่ว่าการฟังเพลง การอ่าน การเขียน เราต่างมีรสนิยมส่วนตัว การที่เราชอบงานเขียนคนนี้ แต่กรรมการท่านอื่นอาจจะชอบอีกคน มันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ดิฉันเชื่อว่า การที่เราเป็นนักเขียน เราได้สะสมทักษะในการอ่านพอสมควร ดังนั้น แม้ว่าเราจะชอบงานชิ้นไหนเป็นการส่วนตัว แต่เมื่อเราตัดสิน เราจะเปิดใจกว้าง แล้วนำทักษะที่มีไปตัดสินงาน ซึ่งมีบรรทัดฐานของมันอยู่ ขออย่างเดียวคือทำให้งานคุณถึง งานที่ดีมันพร้อมจะเตะตาคน มันจะมีประกาย มีเสน่ห์ เหมือนกับเพชรที่มันจะจรัสแสงออกมา


...เพราะฉะนั้นการเขียนให้ได้รางวัลก็คือเขียนให้ดี (ยิ้ม) คืออ่านหนังสือให้เยอะ ศึกษางานของคนอื่นไปด้วย และเขียนเรื่องที่ตัวเองถนัด อันนี้สำคัญนะคะ คนเราถนัดไม่เหมือนกัน อย่างดิฉันเขียนหนังสือมา ๒๐ ปี แต่ถ้าให้ไปเขียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานสารคดีก็อาจเขียนไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหาแนวทางของคุณเจอแล้ว ฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น รางวัลก็อาจจะเป็นของคุณ


ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้นักเขียนหน้าใหม่ได้แจ้งเกิดในวงการในทุกๆปี อาทิ อภิชาติเพชรลีลา เจ้าของสารคดีท่องเที่ยวเรื่อง กล่องไปรษณีย์สีแดง (และกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์) หรือ เย็นวันเสาร์-เช้าวันอาทิตย์ โดยคามิน คมนีย์ ที่นำแง่มุมของนักวิ่งมาบอกเล่าผ่านข้อคิดและปรัชญาชีวิต

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดีในความสำเร็จ คุณอรสมยังให้มุมมองสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆเพิ่มเติมว่า


ดิฉันเชื่อว่าเรายังมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ และยังหวังว่าเขาจะใจเย็น รอคอย และมุ่งมั่นทำงาน พิสูจน์ตัวเองต่อไป เขาจะได้เกิดและอยู่อย่างเติบโต มีทิศมีทางของตัวเอง ดิฉันเชื่อว่าความอดทน ความมุ่งมั่นเอาจริงเท่านั้นที่จะประกาศคุณค่าในผลงาน และอยากให้เด็กรุ่นหลังเลิกฝันถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นแค่เปลือก มันจะตามมาเองถ้าเรามุ่งมั่น ทุ่มเท ทำด้วยความรักจริงๆ


ข้างคุณจตุพลก็มีความคาดหวังกับนักเขียนใหม่ว่า บ้านเรามีวรรณกรรมดีๆจากต่างประเทศเข้ามาเยอะ ทำให้โอกาสทางการอ่าน การศึกษาของเราเท่าเทียมกับต่างประเทศ แต่ยังเหลือเรื่องการเขียนนี่แหละครับ ที่เรายังมีความหวัง ยังเรียกร้องต้องการ แม้จะรู้ว่ามันยาก นักเขียนมันไม่ได้เกิดกันง่าย ยิ่งคนที่อยู่ยาวก็ยิ่งหายาก แต่ถ้าได้มา ไม่ว่าวิธีการใดก็ถือว่าสุดยอดแล้ว

...แต่ทั้งนี้ผมมองว่านักเขียนใหม่ยังทำงานกันน้อย เราเคยคุยกันว่า วรรณกรรมของเรามันเทียบเท่ากับวรรณกรรมระดับโลกไม่ได้ เพราะสังคม สิ่งแวดล้อม หรือนิสัยใจคอของสังคมเรามันไม่อำนวย ผมเองก็เคยเชื่อแบบนั้น แต่ปัจจุบันไม่เชื่อแล้ว เพราะเรามีวัตถุดิบเยอะแยะไปหมดในแต่ละวัน เรามีเทคโนโลยีที่เชื่อมถึงกัน และเหตุการณ์ใหญ่ๆก็มีเยอะแยะ เช่น เรื่องสึนามิ ที่มาอย่างไม่รู้ตัว หรือปัญหาทางการเมืองในยุคประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ที่ถ้าใครนำมาสร้างเป็นงานวรรณกรรม และเขียนให้คนอ่านตะลึง มันก็ทำกันได้

...แต่ฟังแล้วอย่าเพิ่งไปท้อแท้นะครับ (หัวเราะ) ถ้าเราเอาจริง มันก็ได้มา เพียงแต่มันไม่ได้เยอะคนเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นอย่างนี้ละครับ เพราะถ้าทุกคนเป็นนักเขียนกันหมด มันก็ล้นเกินไป


...ทุกวันนี้นักเขียนจึงต้องผ่านการพิสูจน์ของจริงของแท้กันพอสมควร

โดย อิสราภรณ์นิตยสารผู้หญิงวันนี้ ฉบับที่ ๑๖๙ / ๒๕๔๘




โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile