TheStory

2006/Dec/25

ขณะที่กำลังอ่านหนังสือ...

จำได้ว่านอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือวรรณกรรมเล่มแรกที่ผมได้อ่านก็คือเรื่อง ผู้ไขว่คว้า ของ วิมล ไทรนิ่มนวล แม้การอ่านหนังสือเล่มนั้นจะเป็นการอ่านในลักษณะถูกบังคับ สำหรับเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา แต่ทุก ๆ หน้าที่เปิดผ่านไป กับความสนุกสาระของหนังสือที่ได้นั้น มันทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม แม้กระทั้งตอนนี้เวลามันจะผ่านมาแล้วกว่า สิบปี

ผู้ไขว่คว้า ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าความประทับใจในหนังสือเล่มหนึ่ง สามารถยืนยาวได้ขนาดนี้ แม้เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนั้นผมจะจำได้เพียงราง ๆ แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่ตราอยู่ในใจมันไม่ได้เลือนรางลงไปเลยสักนิด และหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มไหนเลย บางช่วงบางตอนของชีวิตผมอาจจะไม่ได้เป็นหนอนวรรณกรรมตัวจริงก็เป็นได้ล่ะมั้ง

ในวันที่ตัวเองล่วงเลยผ่านพ้นวันเด็กไปแล้ว ผมย้อนมองตัวเอง ย้อมมองเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นมา คำ ๆ เดิมจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงเข้าหูผมอยู่เป็นระยะ กับคำที่ว่าเด็กไทยไม่รักการอ่านหนังสือ แม้ในจุดนี้หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า อัตราการอ่านหนังสือของคนไทย และเด็กไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน ๆ (สังเกตได้ทุกวันนี้จากผู้เข้าร่วมชม เลือกซื้อหนังสือในงานมหกรรมหนังสือ และอัตราการขยายตัวของร้านขายหนังสือ) แต่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นในทุก ๆ วันนี้ ผมก็ต้องย้อนถามกลับอีกว่า สิ่งที่พวกเขาอ่านนั้นคืออะไร ? หนังสืออะไร ? และเราได้อะไรจากการอ่าน ?

เป็นที่ยอมรับกันว่า ในทุกวันนี้ตลาดหนังสือของประเทศไทยที่มีหนังสือออกมาวันนึงไม่ต่ำกว่าร้อยปก อีกทั้งนิตยสารรายวัน รายสัปดาห์อีกเกลื่อนกลาด ถ้าจะถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหนังสือหรือเปล่า คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าจะถามให้เจาะลึกลงไปอีกว่า หนังสือพวกนี้ให้อะไรกับเราบ้าง เก้าในสิบเล่มของหนังสือที่วางอยู่บนแผง ให้อะไรกับผู้อ่านบ้าง

หนึ่งในนั้นมีหนังสือดีกี่เล่มซ่อนตัวอยู่

หนึ่งในนั้นมีหนังสือฉวยโอกาสซ่อนตัวอยู่กี่เล่ม

ความรู้ มุมมองสะท้อนสังคม ความบันเทิง how to หลักเกณฑ์สอนการใช้ชีวิต ความรัก แฉฉาวโฉ่ ชีวิตประวัติดารา ลามไปจนถึงเซ็กส์บนแผงหนังสือ ที่วางหราให้เห็นกันจนชินตา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นบนแผงหนังสือ หรือในร้านหนังสือ ได้สะท้อนภาพสังคมออกมา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ ให้ปวดหัวว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อย่างแรกอาจจะเป็นเพราะหนังสือวรรณกรรมมียอดขายไม่มากเท่า ทำเงินไม่มากเท่าทั้งแง่การตลาดยอดขายและการโฆษณา หนังสือประเภทที่ฉาวโฉ่ หรือดึงดูดใจด้วยภาพและประเด็นที่กระชากใจ

แต่หากอาจจะมองลึกลงไปได้อีกว่า วรรณกรรมไทยยังมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะให้คนไทยได้เสพกัน ผู้อ่านเลยไม่สนใจที่จะเลือกอ่านวรรณกรรม แต่เลือกที่จะเสพความยั่วยุที่ถูกส่งซ่อนมาในรูปแบบหนังสือมากกว่า

ไล่เลียงมาจนถึงจุดนี้ ถ้าหากจะบอกว่าวรรณกรรมไทยไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้มันก็ออกจะดูใส่ร้ายกันมากเกินไป เพราะหนังสือทุกเล่มที่ได้รางวัลซีไรท์ หรือรางวัลต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ แม้กระทั้งเพียงเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล ก็ยังขายได้ (แม้ไม่มากเท่าไรนัก) แต่สิ่งเหล่านี้มันสื่อให้เราได้เห็นภาพกลาย ๆ ว่า บางครั้งวัฒนธรรมคนไทยเรานั้น นิยมที่จะอินเทรนด์และพาตัวเองไปอยู่ในกระแสมากกว่าที่จะเดินทางตามนิสัยการอ่านของตัวเอง

ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงได้เกิดปรากฏการณ์การไหลเข้าของวัฒนธรรมต่างชาติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและรวมมาถึงวรรณกรรม และดูเหมือนว่าทุกสิ่งอย่าง ในทุกวันนี้เรากำลังจะลืมรากเหง้าความเป็นไทยของเราไปหมดสิ้นแล้ว

งานวรรณกรรมเป็นศิลปะในการบอกเล่ารูปแบบหนึ่ง ว่าในสังคมตอนนั้นผู้เขียน มีมุมมองมีทัศนคติอย่างไรกับสังคมของเรา ความจริงในสังคมบางอย่าง ถูกสะท้อนออกมาในรูปของวรรณกรรม แต่เมื่อเรากำลังไม่สนใจและไม่ยอมรับวรรณกรรมของตัวเอง การไหลบ่าเข้ามาของวรรณกรรมต่างชาติจึงทำให้เรากำลังหลงลืมชาติกำเนิดของเราไป เราการลืมความเป็นไทยของเรานั้น บางมุมมันได้สะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมที่เลียนแบบต่างชาติ ซึ่งถ้าหากพูดถึงการสร้างสรรค์ผลงานนั้น มันคงจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถ้าหากมันคือการสร้างสรรค์โดยการลอกแบบกันมา โดยคำนึงผลเป้าหมายสูงสุดคือ หลักการตลาดและยอดขาย

จริงอยู่กับสิ่งที่ต้องยอมรับกันว่า คุณภาพและมาตรฐานด้อยกว่า วรรณกรรมต่างประเทศ ทั้งเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือทางฝั่งตะวันตก จึงทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะเสพวรรณกรรมที่มีรางวัลการรันตี คนเขียนมีชื่อเสียง และขึ้นแท่นหนังสือขายดี มากกว่าที่จะอุดหนุนวรรณกรรมไทยโนเนม ไม่รู้ที่มาที่ไปชื่อเรื่องอะไรก็ไม่รู้จัก ใครเขียนก็ไม่รู้

การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรารู้จักคิด ได้รู้จักการพัฒนาสมอง เพื่อประยุกต์เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็อีกนั้นแหละว่า สิ่งที่เราอ่านนั้นมันคืออะไร เพราะหนังสือที่เราอ่านทุกเล่ม มันจะมีอิทธิพลต่อความคิดของเรากลาย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ว่ามันกำลังได้เกิดขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีให้คนไทยได้เสพในยุดสมัยนี้ มันกำลังทำให้คนไทย ลืมตัวไปแล้วว่า เรากำลังถือสัญชาติไทย ไม่ใช่เกาหลี ญี่ปุ่น หรืออเมริกา

หลายครั้งที่เดินผ่านร้านหนังสือเก่า วรรณกรรมดี ๆ หลายเล่มถูกเลหลังขายแบบถูก ๆ ซึ่งแน่นอนมันเป็นวัฏจักรของหนังสืออยู่แล้ว แต่ที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ แม้จะขายถูกเท่าไร วรรณกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเท่าไร

อาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังเบื่อวัฒนธรรมตัวเอง

อาจจะเป็นเพราะว่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้เราอยากจะหลุดหนีไปจากเรื่องราวเหล่านั้น และเดินทางไปตามความฝันของผู้เขียนชาวต่างชาติที่ได้สร้างลิขิตขึ้นมา

ผู้อ่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นจริงในสังคมแล้ว โดยที่ไม่มีใครคิดจะแก้ไขปัญหาอะไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะตัวเลขอัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีแต่เพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ

แต่แปลกที่ว่า กลับไม่มีอัตราตัวเลขที่แสดงออกมาว่า ในความเพิ่มขึ้นของการอ่านหนังสือของคนไทยนั้น เขาเหล่านั้นอ่านหนังสืออะไรกัน แม้เราจะสร้างวัฒนธรรมการรักการอ่านขึ้นมาได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังต้องทำต่อไปก็คือ สร้างวัฒนธรรมการรับเอาการอ่านที่ดีเข้าสู่ตัวเอง

การเรียนรู้นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ และเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตและสังคมเรา แต่จะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่าหรือเปล่า ถ้าในการเรียนรู้นั้น เราอ่านและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเลือกที่จะเปิดรับสิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในการอ่านหนังสือของเรา

ผมไม่แน่ใจว่าในช่วงชีวิตสั้น ๆ ของคนเรานั้น จะสามารถอ่านหนังสือได้กี่เล่ม และในหนังสือเหล่านั้น เป็นหนังสือดีกี่เล่ม เป็นหนังสือที่เราชอบจริง ๆ กี่เล่ม เป็นหนังสือในกระแสกี่เล่ม และเป็นหนังสือที่ให้ความรู้กับเราจริง ๆ สักกี่เล่ม

ในบ้างเมืองเรา กระแสมันมีมากมายเหลือเกิน ในทุก ๆ วงการ แม้แต่ในวงการหนังสือ วงวรรณกรรมการเรียนรู้ แต่ถ้าเรารู้จักคิดสักนิด เราก็จะพบว่า สิ่งที่แท้จริงนั้น มันจะยืนยงอยู่ตราบนานเท่านาน แม้ว่ากระแสนั้นจะจางหายไปแล้ว

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากอยู่ตามกระแส ทุกคนมีความคิด มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะซ้ำกับใครในเรื่องของตัวตน และความชอบส่วนตัว

แต่หากว่าเราต่างคนต่างกระโจนลงในกระแส และมีความเชื่อและความชอบอย่างเดียวกันไปหมด ซึ่งเป็นความชอบที่ไม่ได้เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมเราเสียด้วย สังคมเราจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด ก็ยากที่จะคาดเดา หากคนในสังคมกำลังเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ไปในทางที่ไม่ใช้วิถีธรรมชาติของชนชาติเรา

ผมไม่ได้กล่าวเพื่อต่อต้าน แต่กล่าวเพื่อให้เราได้รู้จักเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เรารัก เลือกที่จะเรียนรู้ในรูปแบบของการอ่าน วิเคราะห์ว่าอันไหนจริง อันไหนกระแส

การอ่านเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านอะไร ผมยังเชื่อเช่นนั้น และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

แม้วันนี้หนังสือเรื่องผู้ไขว่คว้าของผมจะหายไปแล้ว แต่ผมก็ยังจำความประทับใจในหนังสือนั้นได้ดี กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีปัญหากับทางบ้านเรื่องการเรียน แล้วออกเดินทางไปบ้านญาติที่ต่างจังหวัดโดยลำพัง การเดินทางนั้นสอนให้เขาเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง

หนังสือสอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจนได้กลายเป็นตัวตนจนถึงทุกวันนี้ กับการปรับใช้ในสิ่งที่ได้อ่าน

ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมคงไม่รู้สึกดีแน่ ๆ ถ้าหากการเรียนรู้ของผมนั้น เป็นการเรียนรู้แบบไม่ให้อะไรกับตัวเอง และเปล่าประโยชน์สำหรับสังคม

ผมเชื่อว่าวรรณกรรมดี ๆ เมื่อเกิดมาแล้ว จะคงอยู่ตลอดไป และสิ่งที่เป็นคำว่าตลอดไปนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ความจริง ที่เกิดขึ้นในหนังสือ มันก็จะคงเป็นความจริงต่อไป ที่เราสามารถเรียนรู้และนำความจริงเหล่านั้นมาใช้ในการเรียนรู้ชีวิต

ชีวิตเป็นของเราเอง

เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร หาคำตอบให้กับตัวเองได้ไม่ยากเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าในตอนนี้

...คุณกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ ?


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดยสราวุธ สิงห์ลา - กลุ่มเรื่องสั้น


edit @ 2006/12/25 19:31:21

2006/Dec/22


การสื่อสารของคนเรา มีด้วยกัน 4 ขั้นตอน คือ การฟัง พูด อ่าน และการเขียน โดยมนุษย์แต่ละคนกว่าจะเขียนหนังสือเป็นได้ ย่อมเริ่มต้นด้วยการฟัง เมื่อฟังแล้วจึงหัดพูดตามสิ่งที่ตนเองได้ยินมา และเมื่อพูดได้แล้ว ต่อไปก็จะเป็นฝึกอ่านข้อความต่างๆ และนำมาฝึกเขียนให้คล่องและใช้สื่อสารกัน


การอ่านนับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนในอายุ และเพศใดก็ตาม ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องอ่านเพื่อหาความรู้หรือเพื่อความบันเทิงตามแต่ตนเองต้องการ ประสิทธิภาพของการที่จะอ่านในเรื่องราวนั้นๆ ได้ดี ผู้อ่านต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นๆ มาบ้างเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ในกรณีที่เรื่องราวที่อ่านมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน


สำหรับการที่จะกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจในการอ่านหนังสือมากขึ้นนั้น นับเป็นสิ่งที่นักเขียนหลายคนต้องนำมาเป็นประเด็นหลักในการที่จะเขียนหนังสือสักหนึ่งเล่ม การที่จะทำให้งานเขียนเป็นที่น่าสนใจ จะต้องคำนึงถึงเพศและวัยของผู้อ่านเป็นสำคัญ เช่น ในกรณีที่ผู้อ่านเป็นวัยรุ่น หนังสือหรืองานเขียนที่จะสื่อให้ผู้อ่านได้รับควรเป็นเรื่องราวที่ทันสมัย เหมาะสมกับวัยของวัยรุ่น


จากการที่ได้อ่านหนังสือมาหลายประเภทนั้น ทำให้ได้ทราบว่า การที่จะทำให้หนังสือเป็นที่สนใจของผู้อ่าน จะต้องมีเนื้อหาที่ทันสมัยตลอดเวลา อย่างเช่น หนังสือพิมพ์ โดยจะสังเกตได้ว่า เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีการผลิตออกมารายวัน และสามารถทำยอดขายได้เป็นอย่างดี ในหนึ่งฉบับมีการรวบรวมเรื่องราวและงานเขียนทุกประเภท เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย


สำหรับการอ่านของวัยรุ่นไทยในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มไปในทางที่ดี แต่จะสังเกตได้ว่า เรื่องราวที่วัยรุ่น ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่อ่านนั้น จะเน้นไปเพื่อความบันเทิงเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะนิตยสารความสวยความงาม หรือเรื่องราวของดารานักแสดงที่ตนชื่นชอบ ส่วนการอ่านหนังสือวิชาการจะไปตกอยู่ที่กลุ่มประชากรวัยทำงาน ที่ต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจเสียเป็นส่วนมาก


ปัจจุบันกระแสพ็อกเก็ตบุ๊คกำลังมาแรง โดยเฉพาะดารานักแสดงที่เขียนหนังสือออกมาจำหน่ายมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้น มีส่วนกระตุ้นการอ่านของผู้ที่ต้องการรู้เรื่องราว ประวัติของดาราคนนั้นๆ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปในทางบันเทิงคดี อาจจะมีบ้างที่มีการเขียนเพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับผู้อ่านได้รับทราบและหาวิธีป้องกัน


สำหรับงานเขียนในเชิงสารคดีก็เป็นที่นิยมเช่นกันในหมู่ผู้ที่รักในการผจญภัยผ่านตัวหนังสือ ด้วยภาพประกอบที่มีสีสันสวยงาม และเนื้อหาน่าติดตามตลอดทั้งเล่ม นิตยสารสารคดีที่เก่าแก่และอยู่คู่นักอ่านมายาวนานคือ อนุสาร อสท. เป็นสารคดีเชิงท่องเที่ยว ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ และเทศกาลท่องเที่ยวทุกท้องถิ่นของประเทศไทย


การที่ได้อ่านอนุสาร อสท. มาเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเพียงการอ่านจากตัวหนังสือและชมภาพประกอบเพียงเท่านั้น แต่นับว่าเจ้าของบทความแต่ละบทความสามารถถ่ายทอดบรรยากาศในสถานที่ต่างๆ ที่นำมาเขียนได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนได้เดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวนั้นจริงๆ


การอ่านสามารถเป็นได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ อ่านเพื่อความบันเทิง หรืออ่านเพื่อฆ่าเวลา

แต่อย่างไรก็ดี การอ่านหนังสือก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แม้จะเป็นการอ่านเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ผู้อ่านสามารถได้รับความรู้จากเรื่องราวที่อ่านได้ไม่มากก็น้อย การที่จะกระตุ้นให้ผู้คนหันมาอ่านหนังสือจำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่ดีให้แก่เยาวชนไทย ให้เป็นผู้มีความรอบรู้จากการอ่าน และสามารถนำเอาเรื่องราวที่อ่านไปเป็นประสบการณ์ในอนาคตของตนเองได้

และเป้าหมายของการอ่านที่พึงประสงค์ที่สุด คือการนำเอาความรู้จากการอ่านมาประยุกต์และปรับปรุงเพื่อการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญและมั่นคงสืบไป



................................................

อันนี้ของผมเป็นตอนที่ยังไม่แก้นะครับ

จะให้ดูต้นฉบับจริงๆครั้งแรกครับ พิมพ์ไปคิดไป(อีกตามเคย)


บทความส่งเข้าร่วมโครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย สุรชัย น้อยคำเมือง กลุ่มหนังสือภาพสำหรับเด็ก

2006/Dec/22

October 26
โอมูเฌอะเปอ*

1
ผมเพิ่งกลับมาจากค่ายอาสาพัฒนาชาวเขาของมหา'ลัย
ห่างความเจริญได้เพียงสิบวัน พอกลับสู่เมืองก็ดิ่งตรงเข้าแผงหนังสือทันทีตามประสาคนคุ้นเคย
ผมหยิบ a day เล่มล่าสุด (74) ซื้อกลับมาด้วยความประจวบเหมาะของเนื้อหาหลักภายในเล่ม
กับอารมณ์อินกับค่ายที่เพิ่งผ่านพ้นมา
พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, สุรชัย จันทิมาธร, แอ๊ด คาราบาว ล้วนแต่เป็นตำนานเพลงเพื่อชีวิตถูกนำมาขึ้นปก (เท่โคตรครับ)
อ่านแค่ wake up (บ.ก. แถลง) หน้าแรกเข้าไปถึงกับหัวเราะชอบใจคนเดียว (โดนครับ)

"...ผมมารู้สึกผูกพันกับเพลงเพื่อชีวิตมากที่สุดตอนเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าใครเคยไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท
คงพอจะทราบว่ากิจกรรมนันทนาการอย่างหนึ่ง
ในระหว่างที่อยู่ในค่ายก็คือการล้อมวงร้อง 'เพลงค่าย' แต่ละคนจะมีหนังสือเพลงค่ายวางตรงหน้าคนละเล่มซึ่ง
ผมแทบไมรู้จักเพลงที่มักมีคำว่า มวลชน หนุ่มสาว อุดมการณ์ แสงดาว ศรัทธา ความฝัน ที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นเลย
...พอร้องได้ก็เริ่มติด ทั้งเพลงเร็วที่ให้อารมณ์สนุกสนาน และเพลงช้าที่มีทั้งเพราะและหวาน..."

รุ่นพี่บอกผมว่า
เพลงเหล่านี้นับวันจะหาคนร้องสืบทอดยากเต็มที
เพลงเหล่านี้ร้องได้เพราะที่สุดเฉพาะตอนอยู่บนค่ายเท่านั้น
เพลงเหล่านี้ถ่ายทอดจากความฝัน ศรัทธา และหัวใจ จึงมีอะไรมากกว่าคำสวยๆ ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

หลายต่อหลายเพลงที่ผมพยายามเข้าใจความหมายอยู่หลายต่อหลายครั้ง
(มิใช่เพราะคนแต่งเก่งไม่พอจะสื่อสารหรอกครับ)
แต่ด้วยประสบการณ์กับอารมณ์ร่วมแห่งยุคสมัยที่คนรุ่นหลังอย่างผมขาด ทำให้เพลงเพื่อชีวิตยุคแสวงหาเหล่านี้
โดดเด่นไพเราะและกินใจคนรุ่นหลังๆได้เพียงท่วงทำนองกับคำสวยๆ เท่านั้น
หลายเพลงผมยอมรับว่าชอบและติดหูตั้งแต่แรกฟัง แต่กลับร้องตามและทำความเข้าใจกับเนื้อเพลง
ได้ไม่ลึกซึ้งพอเท่าที่ผู้แต่งต้องการถ่ายทอดออกมา (เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
...ผมจึงมาตามหาความหมายในเพลงเหล่านั้น...
แม้ประสบการณ์จากการออกค่ายเล็กครั้งสองครั้งจะเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์ในอดีต
ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กวีแต่งเพลงเหล่านี้ขึ้นมา
แต่เมื่อออกค่ายแล้วพบว่าเพียงเศษเสี้ยวของการตามหาครั้งนี้
กลับให้ความหมายและมอบคุณค่าต่อการมีชีวิตของใครสักคนได้ไม่น้อยทีเดียว
และทุกครั้งที่กลับมาร้องเพลงเพื่อชีวิตเหล่านี้
คงจะเข้าใจได้ดีขึ้นว่า ร้องทำไม?, ร้องเพื่อ(ชีวิต)ใคร ?

----------------------------------------------------------

2
ผมอยู่สูงจากน้ำทะเลเป็นระดับเท่าไหร่มิอาจรู้
ผมมาทำอะไรที่นี่ -มาเที่ยว กับ มาค่าย แตกต่างอย่างไรหนอ?
ในเมื่อเป็นการพักผ่อนของผมเหมือนๆกัน
ผมชอบที่นี่
ที่ที่ยอดเขาทะยานพุ่งพ้นปุยหมอกขาวประจักชัดได้ในระดับสายตา
และไม่ต้องมองเห็นความวุ่นวายจากผืนดินเบื้องล่าง
เมืองนี้กำลังหลับ ผมสัมผัสได้
หลับมานานแค่ไหน และจะตื่นเมื่อไหร่ ผมไม่ทราบ
หลายครั้งที่ผมแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นเสียงลมหายใจของตัวเอง
หรือเสียงหวีดหวิวของลมในธรรมชาติ
และทุกเช้าที่ตื่นมา ผมมักสับสนระหว่างอาการง่วงของผมกับความงัวเงียในอากาศ
บ้านแม่เหาะกลาง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซุกตัวเงียบเชียบอยู่กลางหลืบเขาซับซ้อน
สายไฟฟ้าโยงระยางและอำนาจทะลุทะลวงของคลื่นโทรศัพท์
ยังย่อท้อต่อการเข้าถึงภูมิประเทศแถบนี้
มีคนบอกว่าน่าจะตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เขตอุทยานแห่งชาติแม่ฮ่องสอนไปเลย
เมืองสามหมอกที่เป่ามนต์ให้ผู้มาเยือนอยู่ในภวังค์ (เห็นด้วยจริงๆครับ)
ด้วยยังเป็นช่วงเดือนปลายฝนต้นหนาวอยู่ สภาพอากาศที่นี่จึงเป็นไปโดยละมุนละม่อม
แม้เวลาเช้ามืดควันจะพวยพุ่งออกจากปาก
แต่ผมยังสามารถประนีประนอมกับอาการกรามฟันสั่นสะเทิ้มและการลุกชันของขนแขนได้ไม่ยากเย็นนัก

ผมเชื่อว่าหนึ่งชั่วโมงที่นี่ วัดได้ไม่เท่าหนึ่งชั่วโมงในกรุงเทพ
การนอนหลับ อาจทำให้คนเรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าที่นี่ การตื่น ก็ทำให้เวลาสิบวันผ่านไปอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
-------------------------------------------------------------

3
ค่ายนี้ชื่อว่า โรงเรียนดอย ครับ ฟังชื่อก็น่ารักแล้ว
ค่ายนี้พาผมไปรู้จักกับคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่มีชีวิตอยู่บนภูเขา
ใช้ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติและรู้จักมอบความรักกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่อยู่รอบข้าง
คนที่นี่เรียนรู้และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน
ต้นไม้แม้ไม่รู้ชื่อเรียก แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกต้น สัตว์ที่เลี้ยงไว้ก็เพื่อกินและใช้งาน ไม่ได้มีไว้ขาย
เผ่า ปกากะญอ หรือกะเหรี่ยง มีถิ่นฐานส่วนใหญ่อยู่ใน จ.แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ใช้ภาษาถิ่นของตัวเอง
คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์(คาทอลิก) ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ไม่นานนี้
เด็กๆชาวเขาที่นี่ขี้อายและมีอัธยาศรัยดี ตั้งแต่วันแรกที่พวกเรามาถึง
(ทุกคนจะมาด้อมๆมองๆแล้ววิ่งหลบเข้าบ้านเวลาเราทักทาย)
กระทั่งวันสุดท้ายที่เรากลับ (ขอที่อยู่เบอร์โทร แล้ววิ่งตามรถมาส่งจนสุดโค้งของหมู่บ้าน)
การผ่าไม้ตัดฟืน ไปไร่ไปน้ำตก หรือรวมไปถึงกิจกรรมสัมพันธ์ชุมชนที่เข้าถึงชาวบ้าน
ล้วนลุล่วงได้เพราะความร่วมมือของเด็กๆ ทั้งสิ้น
ชาวบ้านที่นี่ก็อบอุ่นครับ แม้มีอุปสรรคเรื่องการสื่อสารทางภาษาอยู่บ้าง
แต่ไม่สามารถสร้างพรหมแดนกั้นความเอื้ออาทรต่อกันได้
ที่ผมแอบทึ่งและประทับใจคือ คำว่า "ตะบื๊อ" ของชาว ปกากะญอ
เป็นทั้งคำทักทายและคำขอบคุณในเวลาเดียวกัน

ผมนึกขอบคุณปราการธรรมชาติอยู่ในใจที่ช่วยปกป้องพวกเขาเหล่านี้ให้ไกลจากความเจริญทางวัตถุ
และสร้างความยากลำบากเพื่อชะลอการคุกคามจากโลกภายนอกเอาไว้
ทำให้พวกเราที่ดั้นด้นเดินทางมาจากแดนไกลได้พบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
และได้สัมผัสกับคำว่า "พอเพียง" จริงๆจากหัวใจที่เชื่อ
ไม่ใช่เพียงความคิดหรือ"แนว"ปฏิบัติอย่างในทฤษฎี

มีแค่ไหนใช้แค่นั้น ไม่มีก็ใช้เท่าที่มี

ธรรมชาติมีไว้พึ่งพาอาศัย มิใช่ รบกวนทำลาย
แม้คนที่นี่จะยังไม่เข้าใจถึงคำว่าสำนึกหวงแหน
แต่เขาก็พร้อมปกป้องธรรมชาติที่พวกเขารักและเห็นคุณค่าได้ตลอดเวลา

การเดินทางเข้ามาสร้างสรรค์พัฒนาที่นี่ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้
และมิอาจเปลี่ยนแปลงที่นี่ไปจากเดิมสักเท่าไหร่
แต่กลับให้ความยิ่งใหญ่ในด้านความรู้สึก
ความรู้สึกที่เกิดภายในหัวใจของผู้(รู้จัก)ให้ เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนรับที่ปิติ อิ่มเอม และดีใจกับการทำเพื่อคนอื่น(บ้าง)
ก็ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเอง

ผมได้เรียนรู้ว่า
การรู้จัก คำว่า "พอเพียง" จะทำให้สิ่งที่เรามี เราเป็นนั้น "เพียงพอ"
เมื่อหยุดทำเพื่อตนเอง ความเห็นแก่ตัวก็ลดลง
การเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ก็ลดลงตามไปพร้อมๆกับการทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น

เมื่อมองโลกง่ายขึ้น งดงามขึ้น
โลกสีตุ่นๆและขุ่นดำ ใบนี้ ก็ไม่เลวร้ายเกินไปนักที่จะอาศัยอยู่

------------------------------------------------------------------


4
การออกค่าย ,ร้องเพลงเพื่อชีวิต ,ทำเพื่อมวลชน

จึงไม่ใช่การกลับไปโหยหาและยึดติดกับชีวิตชนบทดั้งเดิม
จึงไม่ใช่การแสวงหาความเท่าเทียมในสังคมที่ยากจะเป็นไปได้
จึงไม่ใช่การวาดภาพอุดมการณ์งดงามกลางฉากผ้าใบแห่งขุนเขา
คนหยิบมือฤๅจะเปลี่ยนกงล้อหลักของสังคม

"โรงเรียนดอย" ไม่ใช่โรงเรียนของชาวเขา แต่เป็นโรงเรียนของชาวค่าย
โรงเรียนสอนชีวิต ที่ไม่มีปริญญา ไม่มีการจัดเกรดหาเกียรตินิยม

เมื่อยุคสมัยต่าง อุดมการณ์ก็เปลี่ยน
"ฉันจึงมาหาความหมาย" จึงให้อะไรกลับไปที่แตกต่างกัน
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง
อย่างน้อยก็ได้ผ่านการค้นหาตนเอง ย่อมรู้จักตนเองมากขึ้น

สำหรับหลายคน การออกค่าย
เป็นเพียงการเล่นเรียลลิตี้ตามหาความฝันตัวเองแบบบ้าน AF
เป็นเพียงการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ไปกับทุ่งแสงตะวัน
เป็นเพียงการมาถ่ายรูปทำพอร์ตในฐานะนักสังคมสงเคราะห์

แต่สำหรับบางคน
คือการออกมาหาโลกที่จะทำให้ทัศนะของเราต่างไปจากเดิม
ได้มาเรียนรู้คน พัฒนาความคิด และรู้จักคุณค่าในตัวเอง

ในเมื่อปัญหาทุกอย่างในโลกล้วนเกิดจากคน
การแก้ปัญหาย่อมต้องแก้ที่คน
การปลูกจิตสำนึก จึงมิอาจวัดค่าภูมิใจจากฝีหมึกบนเปเปอร์ข้อสอบ
หากต้องฝังเพาะหล่อหลอมด้วยความลำบากเหนื่อยยากร่วมกัน

ผมชื่นชอบและจดจำประโยคที่ประธานค่ายกล่าวไว้คืนแรกของการคุยวงได้ดี
ประโยคที่จำกัดความครอบคลุม และนิยามการออกค่ายได้สมสมัยที่สุด

"ค่ายสร้างคน คนสร้างชาติ"

ปิดเทอมหน้า ผมจะไปออกค่ายครับ...

...................................


ป.ล. ขอบคุณสต๊าฟท์ผู้เหนื่อยยาก พี่ๆที่แสนอบอุ่น เพื่อนๆที่คุ้นเคย
และน้องๆที่น่ารักทุกคน ที่ทำให้เวลาปิดเทอมนี้ไม่เงียบเหงาเช่นที่แล้วมา
=^^=

*โอมูเฌอะเปอ -

เป็นคำถามสารทุกข์สุขดิบของชาวปกากะญอ เมื่อกล่าวแล้วจะตามด้วยกันจับมือทุกครั้งครับ


บทความส่งเข้าร่วมโครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย ธนาคารจันทิมา กลุ่มสารคดี



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile