TheStory


สองเท้า ก้าวย่าง ห่างบ้านมา
สองมือ ไขว่คว้า ล่าความฝัน
สองตา ทอดไกล ใฝ่แสงจันทร์
เฝ้ารอ ละอองฝัน ตกตะกอน

ต่างคน ต่างทาง และต่างที่
แต่ต่างมี ใจรัก ในอักษร
โชคชะตา นำพา ให้แรมรอน
แบ่งมื้อ แบ่งหมอน นอนรวมกัน

.........................................................................

นครกลวง เมืองหลวง ลวงหลอกข้า
เมฆลวงตา ฟ้าลวงฝัน จันทร์ลวงแสง
ล่อให้ข้า คว้าไขว่ จนไร้แรง
ในสังคม ที่แก่งแย่ง แข่งขันกัน

หลบลี้ หนีไกล จากเมืองบ้า
ดั้นด้นมา ยังป่าเปลี่ยว เพื่อเกี่ยวฝัน
เมฆเปิดตา ฟ้าเปิดใจ ให้แสงจันทร์
ภาพเมืองหมอก หลอกกัน พลันหายไป


--------------------------------------------------------------------------------

โดย พิมภรากร นิยมานนท์

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

กลุ่มกวีนิพนธ์



ปัจจุบัน หนังสือฮาวทูมีให้เห็นเกลื่อนตลาด

แต่มีสักกี่เล่ม ? ที่อ่านแล้ว สามารถเปลี่ยน ความคิด และ การกระทำ ได้จริง

ฉันเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่สุดในโลก มีโอกาสมีวาสนาได้พบ ยอดหนังสือ เล่มหนึ่ง
ผู้เขียนเล่มนี้ เสนอแนะวิธีการปรับความคิดและการกระทำ ด้วยการเขียนบันทึก ๑๒๐ วัน เมื่อฉันพยายามบันทึกไปเพียง ๓๐ วัน ได้เกิดปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติ ระลอกแรก...
ฉันตัดสินใจควักเงินหลักพัน เพื่อซื้อหนังสือเล่มดังกล่าว ให้พี่ชาย พี่สาวคนโต พี่สาวคนรอง ลูกศิษย์ ๒ คน คือ ด.ญ.โฟน โรงเรียนเปรมฤดีศึกษา และ ด.ช.บอย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม และเก็บไว้ให้ลูกชาย (๓ ขวบ) มอบให้เขาในวันที่อ่านภาษาไทยออก โดยไม่รู้สึกเสียดายเงินสักบาทเดียว...


ใจจริงจะซื้อเผื่อพ่อแม่และสามีด้วย แต่คุณแม่ท่านอ่านไม่ออก คุณพ่อท่านก็หนังสือล้นตู้แต่ไม่เคยแตะ ส่วนสามีที่น่ารัก ดั๊นเป็นโรคแอนตี้ออกซิแดนซ์กับหนังสือ ยิ่งกว่าพลเอกสนธิปะทะทักษิณ คุณแม่นั้นน่าเห็นใจท่าน ฉันจึงใช้เล่าให้ท่านฟัง ส่วนท่านอื่น...ก็แล้วแต่บุญมาวาสนาส่งละกัน



หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนไม่ได้เป็นคนฝรั่ง ไม่ได้จบดอกเตอร์ ไม่ได้ชื่อเจ.เค.โรลลิ่ง ไม่ขึ้นหิ้งเบสท์เซลเลอร์ ไม่ได้เผยอบนเวทีซีไรท์...


ผู้เขียนเป็นหญิงไทย วัย ๒๗ (อายุเท่าฉันตอนปิ๊งรักหนังสือเล่มนี้) เธอ กล้า เขียนเรื่องที่ใครๆ ก็คิดว่าไม่เหมาะกับวัยวุฒิสักเท่าไหร่...แต่สำหรับฉัน เธอเป็นฮีโร่ที่บุกเบิกหนังสือแนวนี้ เธอเป็นแสงสว่างในความขลาดกลัวของฉันที่คิดไว้ ๓ ปีแล้ว ว่าจะต้องออกหนังสือแนวนี้ให้ได้ แต่ไม่ กล้า ลงมือทำซะที...


หนังสือแนวนี้ มนุษย์ยุคโคร-มันยอง (๖๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม ยุคไอที ยุคหุ่นยนต์ หรือยุคใดก็ตาม ที่อ่านภาษาคนออก สามารถจะนำแนวคิดไปปฏิบัติได้ทันสมัยตลอดกาล


มีด้วยหรือ เรื่องแบบนั้น เรื่องที่ไม่เคยตกยุค ไม่เคยตกเทรนด์เลย

กางเกงยีน ยังเปลี่ยนจากขากระบอก เป็นขากระดิ่ง ขาม้า ขาหมา ขาหมู ขาโชว์แก้มก้น ของเล่นเด็กเอง ก็ ยังเปลี่ยนจากม้าก้านกล้วย เป็นของเล่นสังกะสี อลูมีเนียม ของเล่นพลาสติก เบเบลด สติกเกอร์สะสมแลกรถบังคับ และเปลี่ยนเป็นเกมออนไลน์ ที่ทำเด็กอดข้าวตายเลย...


แล้วมีจริงๆ หรือ? ของดึกดำบรรพ์ที่ไม่เคยตกเทรนด์เนี่ย
มีสิ ....อ่านถึงตรงนี้ บางคนก็ คิ- ออก- แล้ว บางคนยังเอ๋ออยู่

ก็หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าไงล่ะ ....จริงแล้วหลักธรรมะ มีมาก่อนท่านจะประสูติ เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วซะอีก อย่างที่บอกมนุษย์ยุคหมื่นกว่าปีก่อน ถ้ารู้หลักธรรมนี้ยังใช้ประโยชน์ได้ดีเยี่ยมเลย

พระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้านี้ เคยเผยแผ่หลักธรรมมาแล้วเป็นแสนเป็นล้านปี แต่เราพูดถึงองค์ปัจจุบันที่คนไทยนับถือ ท่านได้สอนหลักธรรมะไว้หลายเรื่อง เทียบเท่าจำนวนใบไม้ในป่าอะเมซอนก็ว่าได้

คุณภัทริน ซอโสตถิกุล วัย ๒๗ ผู้เขียน กล่องบุญ ฮีโร่ของฉัน เธอหยิบใบไม้ ๑ หยิบมือจากป่านี้ พินิจ พิจารณา ใคร่ครวญ และย่อยเป็นสารสกัดทางธรรมะที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้อ่านยิ่ง....

อ่านจบไม่พอ ปฏิบัติได้ด้วยการจดบันทึก ๓ ใน ๔ ส่วน เหมือนที่คนมีดีมีเลวอย่างฉันทำ...(บันทึกไป ๙๐ วัน จากทั้งสิ้น ๑๒๐ วัน) สามารถเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม ชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือจริงๆ

การจะนำเรื่อง กล่องบุญ มาตีแผ่ วิพากษ์วิจารณ์ดีเลวปะปนกัน ฉันมองว่าเป็นการไร้มารยาทและเป็นบาปกับผู้วิจารณ์สิ้นดี...หากฉันเขียนไม่ดี ปิดกั้นไม่ให้คนทำความดีขึ้นมาล่ะ ยมบาลจะตามล่าใครล่ะเนี่ย ?

แต่ถ้าฉันสรรเสริญเยินยอซะเกินงาม คนอ่านก็นึกว่าได้ค่าโฆษณาจากคุณภัทรินแน่ กระตุ้นยอดขายล่ะสิ หน้าหมั่นไส้สิ้นดี (ทั้งที่ฉันเองยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ของผู้เขียนด้วยซ้ำไป)

ดังนั้นเราวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลแบบตรงไปตรงมาดีกว่า

ข้อดีก็มี ข้อเสียก็พบ...

ข้อเสียคือ มีข้อมูล ๓ ๔ หน้า ที่ซ้ำซ้อนเยิ่นเย้อ และอีกเรื่องคือควรอธิบายถึง แรงบันดาลใจ อันยิ่งใหญ่ในการเขียนหนังสือธรรมะทั้งที่อายุยังน้อย ขอข้อมูลเรื่องนี้สัก ๔ ๕ หน้าก็จะวิเศษที่สุดเลย

ส่วนข้อดี...ที่ฉันเองได้ และลูกศิษย์ของฉันได้รับ จะขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ คือ

๑. ลดความคิดเลว เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง ความคิดเดิมๆ ของเราเป็นเสมือนยาพิษ มุมมองของหนังสือเล่มนี้ ช่วยล้างคราบขุ่นมัวและสารปนเปื้อน และค่อยๆ เติมน้ำเปล่าใสเย็นลงไปทีละน้อยภายในจิตใจ เพียง ๓ ๔ เดือนผ่านไป ทำให้ฉัน...

ลดความคิดขยะ คิดพยาบาท คิดโลภ คิดขโมย แล้วเติมเชื้อความคิดดี อาทิ คิดเห็นใจแม่ที่ทำงานบ้านเหนื่อย แล้วต้องเลี้ยงลูกให้เราอีก คิดดีต่อตัวเองที่เกิดเป็นคนไทย มีในหลวงยอดกษัตริย์ มีสมบัติพุทธศาสนา หยุดคิดร้ายต่อลูก เลิกผูกพยาบาทเพื่อนบ้าน สงสารเพื่อนมนุษย์และสัตว์ คิดขจัดมลพิษ ฯลฯ

พอความคิดเริ่มดี การกระทำเลวก็มีอันเป็นไป...

๒.พฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ อาทิ ลดการดูละครน้ำเน่า (บางเรื่อง) และรายการไร้สาระ จึงมีเวลาทำประโยชน์ให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคมมากขึ้น ฉันเลิกทะเลาะกับแม่และสามี ส่วนใครในบ้านทะเลาะกัน ก็ช่วยใกล้เกลี่ยด้วยธรรมะที่เคยอ่าน มาเล่าให้คู่กรณีฟัง เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารในบ้านเป็นอันสงบ โดยไม่ต้องพึ่งรถถัง

ฉันและลูกชายนอนแต่หัวค่ำตื่นเช้าขึ้น สวดมนต์ แผ่เมตตา นั่งสมาธิ ออกกำลังกายทุกวัน ตอนเช้าพากันไปใส่บาตรวันเว้นวัน และวิ่งรอบหมู่บ้าน ชมนกชมไม้ ให้ลูกชายซื้อหมูปิ้งให้หมาในซอยกิน จนลูกขอซื้อด้วยตัวเองทุกๆ วัน
ฉันเลิกเปิดแอร์และไฟนีออนกลางวันขณะทำงาน เปิดหน้าต่างกับพัดลมแทน ปิดไฟทุกดวงที่ไม่ใช้ทั้งกลางวันกลางคืน นำแผ่นกรองแอร์ทุกๆ ห้องมาล้างทุกเดือน เปิดแอร์ ๒๕ องศา แยกขยะพลาสติกและกระดาษผูกคนละถุง นำไปขายให้โรงงานรับซื้อของเก่าใกล้บ้าน ฮิ ฮิ ได้ตังค์ค่าขนมลูกชายอีก...

ฯลฯ

ฉันแสร้งวาง กล่องบุญ ไว้ในห้องเรียนพิเศษ เด็กหลายคนสนใจเปิดดู เพราะกุศโลบายของผู้เขียน ใช้กล่องคุกกี้สีหวานบรรจุหนังสือ ทำให้เด็กอยากรู้ว่าคือ ขนม หรืออะไรกันแน่ พอเปิดดูก็เสร็จโก๋ เด็กบางคนอ่านเป็นชั่วโมง บางคนขอให้ครูซื้อให้อีก แน่ะ! พวกชอบของฟรี บางคนก็ยืมไปอ่านที่บ้าน แน่ะ! เห็นครูเป็นหอสมุดแห่งชาติ แต่อ่านหนังสือธรรมะก็ดีกว่าเอาเวลาไปลง Narok ล่ะนะ ช่างเถอะ ใครขอก็ให้ ใครยืมก็เอาไป แต่อย่าลืมมาคืนแล้วกัน ด.ญ.แบม ป.๖ ทราบแล้วช่วยเอามาคืนครูด้วยเจ้าค่ะ ๐๒-๘๙๒-๔๓๓๔ เบอร์บ้านครูโทรได้ ๒๔ ชั่วโมง

หลังจากเด็กบางคนอ่าน และฉันมีเวลาว่างจากการสอน ก็จะตั้งวงเหล้าเล่ากันถึงประเด็นในกล่องบุญ

เกิดปรากฎการณ์ที่เหนือธรรมชาติ...ระลอกสอง

เด็กๆ ฟังที่ฉันเล่าเรื่องศีล ๕ ทั้งที่เคยท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองที่โรงเรียน แต่ ๘๐ % กลับดวงตาเห็นธรรม ที่โรงเรียนกวดวิชาแสนกระจอกงอกง่อยของฉัน เด็กทุกคนสารภาพว่า เคยขโมยเงินพ่อแม่และญาติ บางคนก็ขโมยขนมที่ร้านเซเว่น แต่ไม่โดนจับ ฉันเองก็เล่าถึงพฤติกรรมที่เคยขโมยสร้อยทองแม่ กับเงินมหาวิทยาลัยให้เด็กๆ ฟัง จนเราทุกคนร้องไห้และกอดกันแน่น กลัวผลกรรมที่แสนทารุณกรรมที่จะตามมา...ขโมย ๑ บาท เงินหาย ๑๐๐ บาท (เป็นอย่างน้อย) ข้าวของจะหายเหมือนคนที่เงินทองหล่นหาย เมื่อเกิดสึนามิ ทั้งที่เอาชีวิตรอดได้ เป็นต้น ฟังแล้วขยาดกันเป็นแถว

ด.ช.ไม้เรียว ป.๕ โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ หนุ่มหน้าใส่กล้าวิเคราะห์ตัวเอง จากข้อมูลหน้า ๕๘ ๕๙ ว่าตนเป็นคนหน้าตาไม่ดี (ทั้งที่ออกจะหล่อ) ฐานะดี และสมองพอใช้ เพราะชาติที่แล้วจวบจนถึงปัจจุบัน เรียวไม่รักษาศีล แต่ทำทาน และฝึกภาวนาบ้าง ซึ่งเรียวก็เห็นด้วยกับสิ่งที่หนังสือวิเคราะห์พฤติกรรมของเขา

ด.ช.จุ้ง ป.๕ โรงเรียนเปรมฤดี หนุ่มน้อยหน้ากวน ที่อ่านหนังสือไม่ค่อยออก และพูดไม่ชัด ยอมรับว่ามักทำผิดศีลข้อ ๔ บ่อยที่สุด คือ พูดปด พูดหยาบ ส่อเสียด ลามกจกเปรตบ่อยๆ เลยส่งผลเช่นนี้

ด.ญ.แบม ป.๖ โรงเรียนสารสาสน์พัฒนา ชอบเรื่อง ทุกข์เพราะตัวกูใหญ่ หน้า ๒๐ เรื่องมีอยู่ว่า อาการอกหักถ้าเกิดกับคนอื่น เราไม่สน ถ้าเกิดกับญาติเราแค้น ถ้าเกิดกับเรา ตู้มมมมมมม!! เสียงโลกทั้งใบแตกไปเมื่อกี๊...เหมือนอาการสอบตก ถ้าคนอื่นตกเธอเฉยๆ ถ้าน้องชายสอบตกเธอก็กลุ้มต้องมานั่งติวให้ แต่ถ้าตัวเองสอบตก ตู้มมมมมมม!! เสียงโลกทั้งใบแตกไปเมื่อกี๊...

(วิธีแก้คือ ต้องปล่อยวาง ทั้งตัวเธอปล่อยและเจ้าคุณแม่ปล่อยด้วย...คุณนายแบมเธอว่าอย่างนั้น)


เรื่องที่โดนใจฉันที่สุดคือ เรื่องสามีนอกใจ  เป็นทุกข์  ดังนั้นยึดติดไม่ได้...

เปล่า สาละมีฉันไม่ได้ทิ้ง อย่าเข้าใจผิดซะงั้น...พี่เขยตัวแสบต่างหากที่มีเมียน้อย ทิ้งพี่สาวอย่างไร้เยื่อใย

พี่สาวเรียนจบสูง มหาวิทยาลัยอันดับ ๑ แต่คิดฆ่าตัวตายวันละ ๖๖๖ หน คุณพ่อเลยหยิบยื่นหนังสือธรรมะที่ตัวเองไม่เคยอ่านให้ ๑๐ กว่าเล่ม เธอยอมเปิดใจนั่งอ่าน ผ่านไป ๓ เดือน เห็นเธอเริ่มนั่งสมาธิสงบจิตใจ ใครถามถึงคนคนนั้นเธอก็ตอบแบบกลางๆ ให้อภัย ไม่แค้นเคืองโกรธ โทษเขาเลย และไม่คิดเกิดลมพัดหวน (ในขณะนี้) และไม่คิดฆ่าตัวตายอีกเลย

ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทั้งความคิดและพฤติกรรม แม้ว่าปัญหาหนักๆ จะยังไม่เกิดกับฉัน แต่ต้องมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ในธรรมะ ที่ทำให้พี่เปลี่ยนได้ขนาดนี้แน่ๆ

แล้วหนังสือ กล่องบุญ ก็เป็นธรรมะเล่มแรกที่ฉันเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง เป็นพื้นฐาน เป็นบันไดขั้นแรกที่ปลูกฝังการอ่านหนังสือธรรมะเดือนละ ๓ เล่ม และหนังสือให้ความรู้ทั่วไปเดือนละ ๒ ๓ เล่มด้วยเช่นกัน

อ่านถึงตรงนี้แล้ว...อยากรู้รึยังว่าธรรมะมีอะไรซ่อนเร้นที่น่าศึกษาอยู่ ถ้าอยากเปลี่ยนความคิดแย่ๆ เสริมความคิดดีๆ และเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางสร้างสรรค์ ก็รีบหาซื้อกล่องบุญซะ เพราะฉันยังยากจนอยู่ จะให้ซื้อแจกคนไทยทั้งประเทศคงไม่ไหวหรอกนะคะ คุณขา...

บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย สายฝน ผลพนิชรัศมี (ครูเรดาร์) กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน


รอแม่นะ...แม่ซื้อบ้านได้เมื่อไหร่ จะมารับหนูไปอยู่ด้วย อย่าดื้อล่ะ
แม่เอามือลูบหัวฉัน พร้อมกับเอามือข้างเดียวกันนั้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม
ก่อนเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้พี่เลี้ยงเด็ก แล้วเดินหันหลังจากไป
โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ไม่ว่าฉันจะแหกปากร้องเรียกแม่...แทบขาดใจ


ยัยพี่เลี้ยงรวบตัวฉันมากอดแน่น จนหายใจไม่ออก ฉันพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดนรกนั่น
ใช้เล็บจิกเข้าตรงเนื้อแขนที่โอบฉันไว้ เมื่อหลุดมาได้ ฉันร้องไห้จ้า วิ่งเท้าเปล่าไปที่ประตูรั้วของสถานรับเลี้ยงเด็ก
เกาะลูกกรงริมรั้วสะอื้นฮักๆจนตัวโยน มองรถแท็กซี่ที่พาแม่หายลับไป


ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่าทิ้งตัวลงบนพื้นซีเมนต์ ดิ้นเร่าๆ ร้องหาแม่ แผดเสียงร้องไห้งอแงดังไปทั่วบริเวณ


ยัยพี่เลี้ยงโรคจิตเดินเข้ามากระชากแขนให้ลุกขึ้น
แต่ฉันยังขัดขืนด้วยฤทธิ์ของเด็กดื้อ จึงถูกฝ่ามือพี่เลี้ยงนรก ฟาดเข้าที่กลางหลังดังพลั่ก
ฉันหยุดกึก กลืนก้อนสะอื้นลงในคอ เหลือเพียงเสียงฟืดฟาดของน้ำหูน้ำตาที่ไหลพราก



เดินตามพี่เลี้ยงต้อยๆเข้าไปในอาคาร แต่ไม่วายเหลียวกลับไปมองยังประตูรั้วอีกครั้ง ด้วยหวังว่าแม่จะย้อนกลับมา................



เมื่อมีคนถามฉันว่า ทำไมถึงชอบช่างสำราญ นวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2546
ภาพของฉันในวันวานจะผุดขึ้นแทนคำตอบทุกครั้งไป
ด้วยไม่ใช่เพราะมีรางวัลการันตี ที่ทำให้ควักเงินซื้อมาอ่าน
หากแต่ กำพล ช่างสำราญ เด็กชายวัยห้าขวบที่เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์
ได้ดึงฉันเข้าสู่โลกของความว้าเหว่ อ้างว้าง จากการทิ้งขว้างของผู้เป็นพ่อแม่


ช่างสำราญ นามสกุลของกำพล ช่างห่างไกลกับสภาพชีวิตความเป็นจริง เหมือนขาวกับดำ
ชีวิตที่เว้าแหว่งเหมือนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ความโหยหิวท้องกิ่วอย่างทรมาน เป็นปราการที่หนักหนาและสาหัสเกินกว่าเด็กห้าขวบจะต้องเผชิญ หาได้สำราญดังนามสกุลไม่


การรอคอยของเด็กห้าขวบ กับสัญญาลมปากของผู้เป็นพ่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
วันแล้ววันเล่าที่หนูน้อยถูกทิ้งให้อยู่กับความหวังลมๆแล้งๆ ว่าพ่อจะมารับกลับไปอยู่ด้วย
ไม่ต่างจากตุ๊กตาเก่าๆที่เจ้าของไม่ต้องการ ถูกขว้างใส่ห้องเก็บของหรือกองขยะ


เดือนวาด พิมวนา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ กำพล ช่างสำราญ ได้อย่างสะเทือนอารมณ์
แฝงความไร้เดียงสาของเด็ก ให้ผู้อ่านต้องยิ้มทั้งน้ำตาไปกับหลายๆตอน
และยังฉายภาพสังคมของคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องปากกัดตีนถีบ ชุมชนห้องแถวที่ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าแสง
ตัวละครอย่าง นายชง นางหมอน ไอ้อ้น ไอ้จั๊ว ลุงดำ และป้าทองใบ เหมือนเป็นกระจกสะท้อนชีวิตจริงของหลายๆคน


คราใดที่ฉันเปิดช่างสำราญขึ้นอ่าน เหมือนพวกเขาเหล่านั้น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ และเอะอะโวยวาย อยู่รอบกายฉัน


ว่ากันว่า หนังสือก็คือเงาของคนอ่าน หากเป็นเช่นนั้น กำพล ช่างสำราญ ก็ไม่ต่างจากเงาของฉันสักเท่าไหร่
ตอนเป็นเด็ก ฉันเฝ้าใฝ่ฝัน นับวันเวลา รอคอยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
หัวใจดวงน้อยๆเต็มไปด้วยคำถาม ภาพความฝันในวัยเยาว์มักสวยสด งดงามเสมอ.............

หากเมื่อโตขึ้น... ฉันกลับโหยหาวันเวลาแห่งอดีต และอาวรณ์ต่อสายน้ำที่ไหลผ่าน
คำถามไร้เดียงสาในหัวใจเริ่มหมดไป ทิ้งไว้เพียงคำตอบที่บอบช้ำ และภาพฝันที่เคยงดงามกลับบุบเบลอ...



แล้วการอ่าน ก็พาฉันกลับเข้าสู่โลกของจินตนาการ
และประกอบเศษความฝันที่เคยแหลกสลายในความเป็นจริง ให้กลับเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง



มีหลายอย่างในช่างสำราญ ที่ทำให้หัวใจฉันอมยิ้ม แม้กำพลจะถูกทอดทิ้ง เร่ร่อนนอนตามบ้านคนอื่น สุดแต่คืนไหนใครจะหยิบยื่นความอารีให้



แต่โชคก็ยังเข้าข้างกำพลอยู่บ้าง
ในความอ้างว้าง........... กำพลยังมีเพื่อนอย่างประสิทธิ์
และในความมืดมิด........กำพลก็ยังมีแสงไฟจากร้านนายชง
ภาพเด็กจนๆในสลัม ก็ใช่เลวร้ายเสมอไป แม้เสื้อผ้าจะเก่ามอมเปื้อนฝุ่น
แต่ยิ้มซื่อๆตาใสๆและหัวใจของเด็กก็สะอาดเสมอ ทำเอาเผลอรักเด็ก (แม้ไม่ใช่นางสาวไทย)



ช่างสำราญ ไม่เพียงทำให้ฉันมองเห็นเงาของตัวเอง แต่ยังทำให้ฉันเห็นเงาของคนอื่นๆ
ฉันเคยโกรธเกลียดและชิงชังผู้ใหญ่บางคนที่ทำให้เด็กมีแผลเป็น แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ความชิงชังดูจะเจือจางบางลงไปเหลือทิ้งไว้แค่รอยแผล



ฉันได้เข้าใจว่า ทุกคน ต่างมีทางที่ตีบตัน อยู่ในสถานการณ์ที่ เลือกไม่ได้
และบางคราวต้องจำนนต่อหนทางที่ตัวเอง ไม่ได้เลือก


ความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีของฉัน หล่นหายไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้
แต่ถูกเรียกคืนกลับมา ด้วยการมองเห็น โลกของคนอื่น เงาของคนอื่น จาก ช่างสำราญ


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย พิมภรากร นิยมานนท์ กลุ่มกวีนิพนธ์



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile