TheStory

หมายเหตุ * คลิกที่ชื่อหนังสือเพื่ออ่านบทความ

และติดตามการ Update บทความของผู้ร่วมโครงการได้ที่หน้านี้

ทัศนะต่อหนังสือ

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง
ความสุขของกะทิ

จักรกฤต โยมพยอม

กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

ทัศนะต่อหนังสือ

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง
The Neverending Story

หรือ "จินตนาการไม่รู้จบ"

ภูมิ น้ำวล รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน

ทัศนะต่อหนังสือ

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง

ช่างสำราญ

พิมภรากร นิยมานนท์ รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

กลุ่มกวีนิพนธ์

ทัศนะต่อหนังสือ

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง
กล่องบุญ

สายฝน ผลพนิชรัศมี (ครูเรดาร์)รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน

ทัศนะต่อหนังสือ

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง
ผู้ไขว่คว้า

สราวุธ สิงห์ลา รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

กลุ่มเรื่องสั้น

ประเด็น/ชื่อเรื่อง

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง

*โอมูเฌอะเปอ

ธนาคารจันทิมา

กลุ่มสารคดี

รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

ประเด็น/ชื่อเรื่อง

ผู้เขียนบทความLink ที่เกี่ยวข้อง

คนไทยกับการอ่าน

สุรชัย น้อยคำเมือง

กลุ่มหนังสือภาพสำหรับเด็ก

รุ่นที่ ๒ ปี' ๔๙

ตำนานไม่รู้จบ : จินตนาการนั้นหรือคืออีกด้านของความเป็นจริง


ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกของเราใบนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลก ได้ให้ความสำคัญกับจินตนาการในฐานะ บ่อเกิดแห่งความรู้ เขาอธิบายว่า ในสมัยก่อน เมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่ถือกำเนิด มนุษย์ได้แต่อาศัยจินตนาการในการอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เวลาเกิดฟ้าแลบฟ้าร้องก็บอกว่าเป็นผลจากการที่รามสูรขว้างขวานใส่เมขลาเพื่อแย่งชิงแก้ววิเศษ อีกทั้งจินตนาการยังเป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกจำนวนนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน เช่น ความคิดที่จะทำให้มนุษย์บินบนฟ้าได้โดยการติดปีกให้กับตนเองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ ออร์วิลล์และวิลเบอร์ ไรท์ สร้างต้นแบบของเครื่องบินในปัจจุบันขึ้นมา จนเกิดเป็นประโยคอมตะว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้


ในแวดวงศิลปะ จินตนาการเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลป์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านวรรณศิลป์นั้น ผู้เสพงานต้องใช้จินตนาการมากกว่าการเสพงานศิลป์ประเภทอื่นเป็นสองเท่า ต่างจากการชมภาพจิตรกรรมที่สัมผัสได้ด้วยตา ต่างจากการฟังดนตรีซึ่งรับรู้ได้ด้วยหู การเสพงานวรรณกรรมต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้อันลุ่มลึกภายใต้ตัวอักษรนับล้านเพื่อสร้างสัมผัสทั้งห้าขึ้นมาจากความว่างเปล่า และในบรรดาวรรณกรรมด้วยกัน งานเขียนที่จำเป็นต้องใช้จินตนาการมากที่สุดคือประเภท แฟนตาซี ซึ่งมักประกอบไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ วิจิตรพิสดารเกินกว่าโลกในชีวิตจริง สมกับความหมายที่แท้จริงของ Fantasy ที่แปลว่า ความเพ้อฝัน วรรณกรรมแฟนตาซีส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของมิติมหัศจรรย์ สัตว์ประหลาด เวทมนตร์ และสารพัดสิ่งที่ไม่อาจพบเห็นได้ในความเป็นจริง จึงมักโดนมองว่าเป็นการใช้จินตนาการเพื่อชักชวนให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มไปกับโลกแห่งความฝัน หลบหนีโลกแห่งความเป็นจริง


อย่างไรก็ตาม มีวรรณกรรมแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง (และอาจเป็นเรื่องเดียว) ที่กล่าวถึงความสำคัญของจินตนาการเกินกว่านั้น ในเรื่องดังกล่าว จินตนาการเป็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริง และทั้งสองสิ่งต้องดำรงอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลของสรรพสิ่ง หาไม่แล้วจะนำมาซึ่งความพินาศสิ้นของทุกฝ่าย


วรรณกรรมที่ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงเป็นอมตะ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จินตนาการไม่รู้จบ (Die Unendliche Geschichte / The Neverending Story)



เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ บาสเตียน บัลธาซาร์ บูกซ์ เด็กอ้วนผู้อ่อนแอและขี้ขลาดได้พบหนังสือชื่อ ตำนานไม่รู้จบ เขาได้ขโมยมันจากร้านขายหนังสือเก่าและแอบนำไปอ่านที่ห้องใต้หลังคาของโรงเรียน ได้รับรู้เรื่องราวของอาณาจักรแห่งจินตนาการที่กำลังถูก ความว่างเปล่า กลืนกินจนใกล้ล่มสลาย และการผจญภัยของเด็กหนุ่มผิวเขียว อัทเทรอู กับมังกรนำโชค ฟูคัวร์ เพื่อเสาะหาผู้ที่สามารถช่วยเหลือ องค์ยุวจักรพรรดินี ผู้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งจินตนาการให้หายจากอาการพระประชวร ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะกอบกู้อาณาจักรได้ เมื่อบาสเตียนอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ได้รู้ถึงอำนาจมหัศจรรย์ของมัน และเข้าใจว่าเขาก็คือผู้ที่สามารถช่วยยุวจักรพรรดินีและอาณาจักรของนางได้ ในที่สุด เขาก็ได้เข้าไปสู่อาณาจักรจินตนาการ ได้รับพรจากยุวจักรพรรดินีให้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา มีความกล้าหาญ ทั้งยังได้รับพระราชทาน ออรีน เครื่องรางขององค์ยุวจักรพรรดินี ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างเรื่องราวในจินตนาการขึ้นมาเป็นความจริงได้ ทว่าการใช้พลังของออรีนนั้นต้องแลกกับความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กธรรมดาในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา ซึ่งอาจทำให้เขาสูญเสียความทรงจำโดยสมบูรณ์ และติดอยู่ในอาณาจักรจินตนาการตลอดไป


ผลงานชิ้นที่ผ่านมา อาทิ วรรณกรรมเยาวชนชุด จิม กระดุม (Jim Knopf) ทั้งสองเล่ม และ โมโม (Momo) แสดงให้เห็นว่า เอ็นเด้ไม่เพียงสามารถการเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานชวนติดตามเท่านั้น หากแต่ยังสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีสังคมอย่างแยบคายอีกด้วย ส่วนเรื่องจินตนาการไม่รู้จบนั้น เขาได้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น โดยการแฝงแนวคิดเชิงปรัชญาตะวันออกเข้าไปในเนื้อเรื่อง มีบ่อยครั้งที่เอ็นเด้นำแนวคิดเรื่องความเป็น ทวิลักษณ์ หรือการที่สิ่งสิ่งหนึ่งประกอบไปด้วยด้านสองด้านที่ตรงข้ามกัน และการรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนั้นเพื่อสร้างระเบียบให้กับสรรพสิ่ง อันเป็นคำสอนหลักของลัทธิเต๋า มาแสดงผ่านทางองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่อง ตัวอย่างเช่น การที่ เพอริลิน ป่าแห่งราตรีกาลพบกับจุดจบในทุกเช้า เพื่อทำให้ โกอับ ทะเลทรายหลากสี และสิงโตโกกราแมน เจ้าแห่งทะเลทรายหลากสีมีชีวิตขึ้นมา และเมื่อย่างเข้าสู่เวลากลางคืน โกกราแมนก็จะตายไปพร้อมกับทะเลทรายเพื่อทำให้ป่าเพอริลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่วนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด (ซึ่งยังคล้ายกับคำสอนเรื่อง สังสารวัฏ ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) หรือการที่น้ำตาของชาวอคาริส เผ่าพันธุ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดในอาณาจักรแห่งจินตนาการ กลายเป็นต้นกำเนิดของเมืองที่สวยงามที่สุดดังเช่นเมืองอมาร์แก็นท์ (เป็นการแสดงความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด ที่จัดให้ ความงดงาม งอกเงยขึ้นมาจาก ความอัปลักษณ์ ซึ่งถือเป็นแนวคิดแบบทวิลักษณ์อย่างหนึ่งเช่นกัน)


สำหรับเอ็นเด้ จินตนาการและความเป็นจริงเป็นทวิลักษณ์ของกันและกัน โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกสองใบที่ทับซ้อนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ก็เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในโลกฝั่งหนึ่งก็จะส่งผลกระทบกับโลกอีกฝั่งหนึ่งด้วย เช่น การที่ความว่างเปล่ากำลังทำลายโลกจินตนาการนั้นก็เป็นผลกระทบมาจากการที่มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เชื่อว่าจินตนาการมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียง ความเท็จ ในทางกลับกัน โลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างแห้งแล้ง อยู่อย่างว่างเปล่าไปวันๆ (หนึ่งในนั้นคือพ่อของบาสเตียนที่ยังทำใจไม่ได้กับความตายของภรรยา จนไม่สนใจลูกชายอย่างบาสเตียน) อันเป็นผลสืบเนื่องจากหายนะที่เกิดขึ้นในโลกจินตนาการด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่อยู่อาศัยในโลกทั้งสองใบ ดังเช่นการที่อูยูลาลาแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์แดนใต้แนะนำให้อัทเทรอูพามนุษย์เข้ามารักษาองค์ยุวจักรพรรดินีโดยถวายพระนามใหม่ให้พระองค์ และการที่บาสเตียนตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือโดยถวายพระนามใหม่ว่า ธิดาจันทรา


ความเป็นทวิลักษณ์ของจินตนาการและความจริงถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์สองอย่าง อย่างแรกคือตัวละครเอกสองตัวจากทั้งสองโลก บาสเตียนและอัทเทรอู ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อพิจารณาลงไปให้ลึกยิ่งขึ้น จะพบว่าทั้งคู่ก็คือคนคนเดียวกัน อัทเทรอูไม่ได้มองเห็นภาพบาสเตียนในโลกมนุษย์ผ่านประตูกระจกเงาแห่งเทวสถานอูยูลาลาโดยบังเอิญ แต่นั่นเป็นการสะท้อนจิตใจเบื้องลึกของเด็กทั้งคู่ออกมา อัทเทรอูมีจิตใจอ่อนโยนเช่นเดียวกับบาสเตียน ในขณะที่บาสเตียนเองก็มีความกล้าหาญเหมือนอัทเทรอูด้วย (ถึงแม้เขาจะแสดงมันออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ตาม เช่น กล้าออกตัวปกป้องเด็กๆ โดยรวมว่ามิได้โง่เง่าไปเสียหมดอย่างที่คุณโคเรแอนเดอร์ เจ้าของร้านหนังสือเก่าเข้าใจ และในภายหลัง บาสเตียนยังกล้าพอที่จะมาสารภาพกับคุณโคเรแอนเดอร์ว่าแอบขโมยหนังสือตำนานไม่รู้จบมาอ่านอีกด้วย) และต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นเดียวกับจินตนาการกับความเป็นจริง ในครึ่งแรกของเรื่อง บาสเตียนช่วยอัทเทรอูและชาวจินตนาการทั้งหมดให้รอดพ้นจากความล่มสลายอันมีที่มาจากความว่างเปล่า ส่วนในครี่งหลัง อัทเทรอูก็ช่วยให้บาสเตียนได้รับความทรงจำที่ออรีนดูดไปคืน และกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย


อีกอย่างคือรูปลักษณ์ของเครื่องรางออรีน ซึ่งเป็นรูปงูสองตัวงับหางของกันและกันไว้จนเป็นรูปวงแหวน ตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวหนึ่งสีดำ งูทั้งสองตัวเปรียบได้กับโลกทั้งสองใบ และการที่พวกมันงับหางของกันและกันไว้ก็เป็นการเชื่อมโยงจินตนาการและความจริงไว้ด้วยกัน ให้สรรพสิ่งสามารถดำรงต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เหมือนวงกลมที่ไม่มีต้นและปลาย หากแต่เมื่อใดที่งูตัวใดตัวหนึงปล่อยหางของอีกตัว ความสมดุลระหว่างโลกทั้งสองใบก็จะสูญสลายไป ส่งผลให้จินตนาการและความเป็นจริงไม่อาจยึดเหนี่ยวกันและกันไว้ได้อีกต่อไป พลันเกิดหายนภัยขึ้นในท้ายที่สุด


ถ้าในโลกมนุษย์มีเพียงความเป็นจริง ปราศจากจินตนาการ มนุษย์ก็คงใช้ชีวิตกันโดยยึดติดอยู่กับความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว และจะไม่สามารถคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาในสังคมให้หมดไปหรือแม้แต่หลีกหนีปัญหาให้พ้นได้ ทั้งนี้เพราะไม่มีจินตนาการอันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ มนุษย์จะถูกตีกรอบอยู่ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาและความเครียดที่วนเวียนไปมาอย่างไม่มีสิ้นสุด


ในทางกลับกัน การใช้ชีวิตอยู่กับจินตนาการเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจโลกภายนอก ก็จะทำให้หลงลืมความเป็นจริงไปจนหมดสิ้น จมอยู่กับความเท็จที่ตนสร้างขึ้นมา สุดท้ายอาจลืมกระทั่งชื่อและตัวตนของตัวเองไป ดังเช่นมนุษย์ที่อยู่ในเมืองแห่งอดีตจักรพรรดิที่ใช้พลังแห่งจินตนาการจากออรีนจนถูกดูดความทรงจำไปจนหมด และต้องติดอยู่ในอาณาจักรแห่งจินตนาการจนวาระสุดท้ายของชีวิต


ความเป็นจริงและจินตนาการจึงต้องมีอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกันและกัน มนุษย์เราสามารถนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ทั้งในรูปของการคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม หรือเพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์สำหรับกล่อมเกลาและบรรเทาจิตใจของผู้คน แต่ถ้าจินตนาการถูกนำมาใช้มากเกินไป มันก็จะกลายเป็นความเพ้อฝัน ทำให้คนเราไม่ยอมรับความเป็นจริง และจมอยู่แต่กับความเท็จที่ตนสร้างมา ดังที่คุณปรีดา อัครจันทโชติ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนรางวัลนายอินทร์อวอร์ดกล่าวไว้ว่า จินตนาการคือสิ่งสำคัญ แต่หากไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ มันก็มีค่าเป็นความเท็จ ในวิถีเดียวกับผู้ที่ได้ฌานในทางพุทธ และหลงใหลอยู่กับฌานโดยไม่ข้ามผ่านไปสู่ปัญญา สิ่งที่ได้รับก็จะมิใช่อื่นใดนอกจาก อวิชชา


นอกจากนี้ ใช่ว่าการนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในการคิดค้นสิ่งต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ยังต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้จินตนาการด้วย


อริยบุคคลที่มีทั้งสติปัญญาหลักแหลมและจิตใจดีงามดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราทรงประดิษฐ์คิดค้นโครงการในพระราชดำริจำนวนสามพันกว่าโครงการได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในฐานะมหาราชพระองค์หนึ่ง เพราะทรงมีพระราชดำริในการช่วยเหลือผสกนิกรของพระองค์อยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดของการใช้ประโยชน์จากจินตนาการอย่างถูกวิธี


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เจ้าของวลี จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ก็ได้ใช้จินตนาการของเขาสร้างสรรค์ทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ด้วยหวังว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่ประยุกต์หลักการของทฤษฎีดังกล่าวสำหรับอำนวยความสะดวกให้คนทั่วโลกได้ในอนาคต น่าเสียดายที่เขาให้ความสำคัญกับจินตนาการมากเกินไป จนลืมคำนึงถึงการที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความคิดชั่วร้ายจะนำทฤษฎีสัมพันธภาพไปสร้างอาวุธทำลายล้างที่ทรงประสิทธิภาพ และสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากกว่าอาวุธสังหารใดในโลกจะสามารถทำได้ใน ค.ศ.1945 และสร้างความหวาดหวั่นให้กับคนทั้งโลกนับจากนั้นมาโดยตลอด


มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ แต่งเรื่อง จินตนาการไม่รู้จบ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว กระนั้นเสน่ห์ของวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเยาวชนชุดนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปตามการเวลาเลย ก็ได้แต่หวังว่า เยาวชนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจะตระหนักเห็นความสำคัญของจินตนาการ อ่านหนังสือเล่มอื่นเพื่อสร้างเสริมจินตนาการที่มีอยู่ให้มากขึ้น และเรียนรู้ที่จะใช้จินตนาการสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ก่อประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ในอนาคตสืบต่อไป


จะว่าไปแล้ว เยาวชนของไทยในปัจจุบันก็หันมาใช้จินตนาการของตนเขียนหนังสือเพื่อสร้างเสริมจินตนาการให้กันและกันอย่างแพร่หลายขึ้น และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาสอดแทรกประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจลงไปในงานเขียนอย่างที่เอ็นเด้ทำด้วย ไม่ใช่ชวนกันจมจ่อมอยู่ในความเท็จตามกระแสนิยมขณะนี้


ทว่า...นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...ซึ่งเราจะค่อยพูดถึงกันในโอกาสต่อไป


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย ภูมิ น้ำวล - กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน





ความสุขของกะทิ เป็นหนังสือนิยาย ที่เพิ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)ประจำปี พ.ศ. 2549 ประพันธ์โดยงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนนักแปลผู้มากความสามารถ ซึ่งนิยายเรื่อง ความสุขของกะทิ ถูกหลายคนมองว่าเป็นนิยายสำหรับเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสุขของกะทิ เป็นนิยายสำหรับทุกคน เพียงแต่มีตัวละครเอกเป็นเด็กเท่านั้น คณะกรรมการตัดสินได้ให้คำสรุปถึงนิยายเรื่องนี้เมื่อครั้งประกาศผลรางวัลว่า



...เป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์องค์ประกอบหมดจดงดงาม สื่อแนวคิดซึ่งเป็นที่เข้าใจได้สำหรับคนอ่านหลากหลาย ไม่ว่าอยู่ในวัยและวัฒนธรรมใด เสน่ห์ของหนังสืออยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เผยให้ตัวปัญหาทีละน้อย ๆ ผ่านมุมมองของตัวละครเอกด้วยภาษาที่รื่นรมย์ แฝงอารมณ์ขัน สอดแทรกความเข้าใจชีวิตที่ตัวละครได้เรียนรู้ไปตามประสบการณ์ ความสะเทือนอารมณ์ค่อย ๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผู้อ่าน นำพาให้อิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอักเกษม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตเล็ก ๆ ในโลกเล็ก ๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่สำคัญคือ ความสุขของกะทิ น่าจะช่วยผ่อนคลายสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างทุกวันนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว...



อย่างไรก็ดี เด็กหญิงกะทิก็ถือว่าเป็นตัวละครที่มีอะไรให้มองในหลายมุม และมีอะไรให้น่าค้นหาอยู่มากมาย สำหรับผมแล้ว ผมมองว่ากะทิเป็นเด็กที่เกือบจะเป็น เด็กชายขอบ
คำว่า คนชายขอบ หากจะพูดกันตามตรงก็หมายถึงกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกคนอื่นมองว่าเป็นกลุ่มคน ชายขอบ ซึ่งก็หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมกระแสหลักอันได้แก่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั่นเอง


กะทิ เป็นตัวละครเด็กที่งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้จินตนาการขึ้นและวางไว้ให้เป็นเด็กหญิงอายุประมาณเก้าขวบที่อาศัยอยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง เพราะพ่อกับแม่จากกะทิไปตั้งแต่กะทิยังเด็ก แต่กะทิก็มีความสุขได้ด้วยการใช้ชีวิตแบบที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ


แล้วเด็กหญิงกะทิผู้มีความสุขแบบพอเพียงอยู่ในบ้านริมคลองแถบชนบท จะกลายเป็นเด็กชายขอบไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ใส ๆ ที่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร และเด็กต่างจังหวัดก็ไม่ใช่คนส่วนน้อยเสียด้วย แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ


อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า คนชายขอบ คือกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก หรือ เป็นคนส่วนน้อยในสังคม เด็กหญิงกะทิจึงอาจจะถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบเพราะว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ หรือเรียกว่า กำพร้าพ่อก็คงจะไม่ผิดนัก แต่กะทิยังเปรียบเสมือนว่ากำพร้าแม่ด้วย ทั้ง ๆ ที่แม่ก็ยังรักและห่วงกะทิอยู่เสมอ ทว่าด้วยความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้แม่ต้องทิ้งลูกสาวตัวน้อยไว้กับตายายให้เป็นเด็กชายขอบที่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ซึ่งผิดกับปกติวิสัยของเด็กทั่วไปที่จะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งพ่อ แม่ ลูก แต่เด็กหญิงกะทิคนนี้ ก็มีความสุขได้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ก็ตาม


กะทิเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตในแบบที่เป็น กล่าวคือ ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในชนบท อยู่กับตายายที่บ้านริมคลอง อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่าย สมถะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้หล่อหลอมให้กะทิอยู่ในสภาพสังคมเช่นนั้นได้โดยปราศจากความต้องการโหยหาและไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เด็กในเมืองทั้งหลายต้องการ หรือที่เรียกกันว่า วัตถุนิยม


กะทิใช้ชีวิตที่เรียบง่าย รับประทานอาหารที่อร่อยได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างอาหารในภัตตาคาร เล่นของเล่นที่หาได้ง่ายตามละแวกนั้น โดยไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาของเล่นสีสันสวยงามหรือตุ๊กตาแพง ๆ อย่างของเล่นที่วางขายเรียงรายบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุง จะเห็นได้ว่ากะทิพึงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นตามอัตภาพของตน ซึ่งสามารถทำให้กะทิมีความสุขได้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่ากะทิไม่ได้อยู่ในสังคมเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างอยากได้ใคร่มี พ่อแม่ก็พยายามยัดเยียดความอยากได้ใคร่มีนั้นให้กับลูกของตน ด้วยเกรงว่าลูกอาจจะน้อยหน้าเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี การที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นให้ลูก ก็ถือว่าเป็นการมอบความสุขให้แก่ลูกของตน โดยที่เด็กอาจจะไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ทำเด็ก ติด ค่านิยมความฟุ้งเฟ้อได้ จนเข้าใจไปว่านั่นคือความสุขของเด็กโดยทั่วไป แต่หากลองมองให้ถึงแก่นแท้แล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นความสุขจอมปลอมที่เป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว


เด็กกำพร้า ถือได้ว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ไม่ใช่คนในสังคมกระแสหลัก จึงถูกมองว่าเป็นเด็กชายขอบ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ แล้วต้องอาศัยอยู่กับตายาย หรืออาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งผู้ที่เป็นผู้ปกครองอาจจะไม่สามารถให้ความรักและความอบอุ่นแก่เด็กกำพร้าเหล่านั้นได้ดีเท่ากับที่เด็กเหล่านั้นควรจะได้รับจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ทว่าเด็กหญิงกะทิกลับเป็นเด็กกำพร้าที่แวดล้อมด้วยความรักเต็มเปี่ยม และมีผู้คนที่มีจิตใจดีอยู่รอบกาย ทำให้กะทิดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของกะทิเป็นชีวิตของเด็กที่เต็มไปด้วยความสุข แม้ว่าในความสุขของกะทินั้นจะมีความทุกข์อันหนักหนาสาหัสผ่านเข้ามาบ้าง แต่นั่นก็เป็นความทุกข์ที่ยังแฝงความงดงามอันเป็นความงามในใจของทั้งกะทิและของแม่เอาไว้ กะทิจึงเป็นเด็กที่มีชีวิตที่เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยความรักความเข้าใจ และความห่วงหาอาทรที่ที่เด็กกำพร้าคนอื่นอาจจะหาไม่ได้จากสังคมรอบข้าง ซึ่งความรักความหวังดีจากคนรอบข้างเหล่านี้นี่เองที่คอยโอบอุ้มกะทิให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุข อันเป็นความสุขในแบบของกะทิ ซึ่งเป็นความสุขที่เรียบง่ายและหลายต่อหลายคนในยุคโลกาภิวัตน์ไม่เคยได้สัมผัส กะทิจึงเป็นเด็กหญิงที่กำพร้าพ่อแม่ แต่ไม่กำพร้าความรักจากคนรอบข้าง


ดังจะเห็นได้จากกลวิธีที่ผู้เขียนใช้เพื่อแฝงประเด็นเกี่ยวกับความสุขของกะทิที่ว่า มีความสุขทุก ๆ วันของชีวิต กลวิธีดังกล่าวก็คือ ตอนจบของเรื่องที่สัมพันธ์กับตอนต้นของเรื่อง กล่าวคือ เมื่ออ่านย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง แล้วกลับมาอ่านย่อหน้าแรกของเรื่องอีกครั้ง ก็สามารถอ่านต่อไปได้โดยผสานกันอย่างกลมกลืน เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า แม้ว่าคนเจะทำอะไรซ้ำ ๆ อย่างเดิม แต่ก็สามารถจะมีความสุขได้ทุกวัน ดังเช่นความสุขอันแสนเรียบง่ายของเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่ากะทินั่นเอง


สำหรับกะทิแล้ว กะทิสามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ตามแต่หัวใจดวงน้อย ๆ อันบริสุทธิ์จะไขว่คว้าหามาได้ ความสุขนั้นก็ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในสภาพสังคมที่มีทรัพยากรเพียงพอและพอดีกับความต้องการของผู้คนในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ความสุขแบบที่เรียกว่า มีความสุขไปวัน ๆ หากแต่เป็นความสุขที่มีได้ทุก ๆ วัน แม้ว่าอะไรหลาย ๆ อย่างจะเป็นไปในแนวเดิมทุก ๆ วัน แต่กะทิก็ทำให้ทุก ๆ วันนั้น เป็นไปอย่างมีความสุข และเป็นความสุขที่ไม่รู้จบ เตามคำอธิษฐานของแม่เมื่อคลอดกะทิที่ว่า ขอให้ลูกของแม่มีความสุขในใจเสมอ ไม่ว่าจะมีความทุกข์เพียงใด


ด้วยความที่กะทิยังเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้เดียงสา หลาย ๆครั้ง กะทิจึงไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนสองคนจึงตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน หรือตัดสินใจที่จะแยกจากกัน แต่ในตอนท้าย กะทิก็เลือกที่จะไม่ส่งจดหมายไปหาพ่อ ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่ากะทิอาจจะคิดอยู่ว่าเธออยู่กับตากับยายก็มีความสุขดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพ่อมาอยู่ด้วย กล่าวคือ พ่อไม่ใช่ สิ่งจำเป็น สำหรับกะทิเลย เพราะตลอดชีวิต ความสุขของกะทิไม่ได้มีพ่อมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย กะทิจึงเลือกที่จะอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองแทนที่จะส่งจดหมายไปหาพ่อ หรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่คอนโดหรูที่แม่เตรียมไว้ให้กะทิ ส่วนแม่นั้น แม้ว่ากะทิจะไม่ได้อยู่กับแม่มาเป็นเวลานาน แต่แม่ก็เคยอยู่กับกะทิ เคยมีความสุขอยู่กับกะทิ แม้ว่าแม่จะทำให้กะทิเจ็บตัวบ้าง จนเป็นชนวนสำคัญให้แม่ต้องจากกะทิไป อย่างไรก็ดี เด็กอย่างกะทิก็น่าจะพอรับรู้และระลึกได้ถึงสัมผัสอันอบอุ่นที่เคยได้รับจากแม่บ้าง กะทิจึงเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าสักวันแม่จะต้องกลับมาหากะทิ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่เคยบอกและกะทิก็อาจจะไม่มีวันรู้เลยก็ตามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมา กะทิจะได้พบกับแม่อีกหรือไม่ และแม้ว่ากะทิจะจำหน้าแม่ไม่ได้ก็ตาม สังเกตได้จากคำโปรยที่ส่วนหัวของเรื่องซึ่งเป็นความคิดของกะทิที่มีต่อแม่ จะเห็นว่ากะทินั้นยังเฝ้ารอและโหยหา แม่ อยู่ตลอดเวลา


จากการที่กะทิเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ ทำให้กะทิเป็นเด็กชายขอบ แต่ความรักความเข้าใจที่คนรอบข้างหยิบยื่นให้กะทิก็ได้ลบล้างความเป็นชายของของกะทิไปจนหมดสิ้น เด็กหญิงกะทิ จึงกลายเป็นเด็กหญิงผู้เกือบจะเป็นเด็กชายขอบ

 

บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดย จักรกฤต โยมพยอม - กลุ่มวรรณกรรมเยาวชน




โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile