2007/Jan/12

"

อมรินทร์สานต่อการรณรงค์ส่งเสริมการเขียน การอ่าน
กับค่ายนักเขียนโครงการเขียนเป็นเล่ม

"

อมรินทร์สานต่อการรณรงค์ส่งเสริมการเขียน การอ่าน
กับค่ายนักเขียนโครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ ปีที่ 2
ระหว่างวันที่ 8 10 ธันวาคม พ.ศ.2549 ณ บ้านสวนสาริกา จังหวัดนครนายก


โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ โครงการคุณภาพที่บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งเสริมเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานเขียนวรรณกรรมไทยและสร้างเวที สร้างโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ รวมไปถึงสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านการเขียนและสนับสนุนให้เกิดงานเขียนใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสู่สังคมไทย



ในปีนี้ได้สานต่อโครงการติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 2 รูปแบบ คือ กิจกรรมเสวนาสัญจร เพื่อให้ความรู้และแนะนำเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน ขั้นตอนการทำงานหนังสือและวิธีอ่าน คิด เขียน กับนักคิด นักเขียนและกลุ่มคนทำงานหนังสือร่วมสมัย โดยมีนักเขียน คณะบรรณาธิการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมกิจกรรม ปีนี้มี 5 มหาวิทยาลัยที่ร่วมโครงการฯ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยศิลปากร,มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อีกกิจกรรม คือ กิจกรรมค่ายนักเขียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิด เขียน อย่างเป็นระบบ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักเขียน และคณะบรรณาธิการร่วมแนะนำและให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เกี่ยวกับงานเขียนที่สนใจ และนำไปพัฒนาทักษะ สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง โดยผู้ที่จะได้ไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวนั้น ต้องส่งบทความแสดงมุมมองความคิดเห็นที่ได้จากการอ่าน ความยาว 1-3 หน้ากระดาษ A 4 พร้อมระบุประเภทงานเขียน 6 ประเภท ตามการประกวดรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ได้แก่ เรื่องสั้น สารคดี วรรณกรรมเยาวชน นวนิยาย กวีนิพนธ์และหนังสือภาพสำหรับเด็ก ต่อจากนั้นคณะบรรณาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกผลงานโดยพิจารณาจากการใช้ภาษา การนำเสนอความคิดอย่างสร้างสรรค์และการจับประเด็นและข้อคิดที่ได้จากเรื่อง



สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้เข้าร่วมค่ายนักเขียน 3 วัน 2 คืน ณ บ้านสวนสาริกา จ.นครนายก ปีนี้กิจกรรมค่ายนักเขียนได้จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8 10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีคณะบรรณาธิการจากสำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์ , คณะวิทยากร , สื่อมวลชน และผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 42 คน เพื่อร่วมวิเคราะห์ วิจารณ์ และแนะแนวการเขียนในแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด


จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ amarinpocketbook.con


2006/Dec/25

บรรยากาศกิจกรรม Work Shop และ Camp โครงการเขียนเป็นเล่ม รุ่นที่ ๒
ณ บ้านสวนสาริกา จ. นครนายก (๘-๑๐ ธันวามคม ๒๕๔๙)

2006/Dec/25

ขณะที่กำลังอ่านหนังสือ...

จำได้ว่านอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือวรรณกรรมเล่มแรกที่ผมได้อ่านก็คือเรื่อง ผู้ไขว่คว้า ของ วิมล ไทรนิ่มนวล แม้การอ่านหนังสือเล่มนั้นจะเป็นการอ่านในลักษณะถูกบังคับ สำหรับเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา แต่ทุก ๆ หน้าที่เปิดผ่านไป กับความสนุกสาระของหนังสือที่ได้นั้น มันทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม แม้กระทั้งตอนนี้เวลามันจะผ่านมาแล้วกว่า สิบปี

ผู้ไขว่คว้า ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าความประทับใจในหนังสือเล่มหนึ่ง สามารถยืนยาวได้ขนาดนี้ แม้เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนั้นผมจะจำได้เพียงราง ๆ แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่ตราอยู่ในใจมันไม่ได้เลือนรางลงไปเลยสักนิด และหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้อ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มไหนเลย บางช่วงบางตอนของชีวิตผมอาจจะไม่ได้เป็นหนอนวรรณกรรมตัวจริงก็เป็นได้ล่ะมั้ง

ในวันที่ตัวเองล่วงเลยผ่านพ้นวันเด็กไปแล้ว ผมย้อนมองตัวเอง ย้อมมองเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นมา คำ ๆ เดิมจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงเข้าหูผมอยู่เป็นระยะ กับคำที่ว่าเด็กไทยไม่รักการอ่านหนังสือ แม้ในจุดนี้หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า อัตราการอ่านหนังสือของคนไทย และเด็กไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน ๆ (สังเกตได้ทุกวันนี้จากผู้เข้าร่วมชม เลือกซื้อหนังสือในงานมหกรรมหนังสือ และอัตราการขยายตัวของร้านขายหนังสือ) แต่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นในทุก ๆ วันนี้ ผมก็ต้องย้อนถามกลับอีกว่า สิ่งที่พวกเขาอ่านนั้นคืออะไร ? หนังสืออะไร ? และเราได้อะไรจากการอ่าน ?

เป็นที่ยอมรับกันว่า ในทุกวันนี้ตลาดหนังสือของประเทศไทยที่มีหนังสือออกมาวันนึงไม่ต่ำกว่าร้อยปก อีกทั้งนิตยสารรายวัน รายสัปดาห์อีกเกลื่อนกลาด ถ้าจะถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหนังสือหรือเปล่า คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าจะถามให้เจาะลึกลงไปอีกว่า หนังสือพวกนี้ให้อะไรกับเราบ้าง เก้าในสิบเล่มของหนังสือที่วางอยู่บนแผง ให้อะไรกับผู้อ่านบ้าง

หนึ่งในนั้นมีหนังสือดีกี่เล่มซ่อนตัวอยู่

หนึ่งในนั้นมีหนังสือฉวยโอกาสซ่อนตัวอยู่กี่เล่ม

ความรู้ มุมมองสะท้อนสังคม ความบันเทิง how to หลักเกณฑ์สอนการใช้ชีวิต ความรัก แฉฉาวโฉ่ ชีวิตประวัติดารา ลามไปจนถึงเซ็กส์บนแผงหนังสือ ที่วางหราให้เห็นกันจนชินตา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นบนแผงหนังสือ หรือในร้านหนังสือ ได้สะท้อนภาพสังคมออกมา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ ให้ปวดหัวว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อย่างแรกอาจจะเป็นเพราะหนังสือวรรณกรรมมียอดขายไม่มากเท่า ทำเงินไม่มากเท่าทั้งแง่การตลาดยอดขายและการโฆษณา หนังสือประเภทที่ฉาวโฉ่ หรือดึงดูดใจด้วยภาพและประเด็นที่กระชากใจ

แต่หากอาจจะมองลึกลงไปได้อีกว่า วรรณกรรมไทยยังมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะให้คนไทยได้เสพกัน ผู้อ่านเลยไม่สนใจที่จะเลือกอ่านวรรณกรรม แต่เลือกที่จะเสพความยั่วยุที่ถูกส่งซ่อนมาในรูปแบบหนังสือมากกว่า

ไล่เลียงมาจนถึงจุดนี้ ถ้าหากจะบอกว่าวรรณกรรมไทยไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้มันก็ออกจะดูใส่ร้ายกันมากเกินไป เพราะหนังสือทุกเล่มที่ได้รางวัลซีไรท์ หรือรางวัลต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ แม้กระทั้งเพียงเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล ก็ยังขายได้ (แม้ไม่มากเท่าไรนัก) แต่สิ่งเหล่านี้มันสื่อให้เราได้เห็นภาพกลาย ๆ ว่า บางครั้งวัฒนธรรมคนไทยเรานั้น นิยมที่จะอินเทรนด์และพาตัวเองไปอยู่ในกระแสมากกว่าที่จะเดินทางตามนิสัยการอ่านของตัวเอง

ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงได้เกิดปรากฏการณ์การไหลเข้าของวัฒนธรรมต่างชาติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและรวมมาถึงวรรณกรรม และดูเหมือนว่าทุกสิ่งอย่าง ในทุกวันนี้เรากำลังจะลืมรากเหง้าความเป็นไทยของเราไปหมดสิ้นแล้ว

งานวรรณกรรมเป็นศิลปะในการบอกเล่ารูปแบบหนึ่ง ว่าในสังคมตอนนั้นผู้เขียน มีมุมมองมีทัศนคติอย่างไรกับสังคมของเรา ความจริงในสังคมบางอย่าง ถูกสะท้อนออกมาในรูปของวรรณกรรม แต่เมื่อเรากำลังไม่สนใจและไม่ยอมรับวรรณกรรมของตัวเอง การไหลบ่าเข้ามาของวรรณกรรมต่างชาติจึงทำให้เรากำลังหลงลืมชาติกำเนิดของเราไป เราการลืมความเป็นไทยของเรานั้น บางมุมมันได้สะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมที่เลียนแบบต่างชาติ ซึ่งถ้าหากพูดถึงการสร้างสรรค์ผลงานนั้น มันคงจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถ้าหากมันคือการสร้างสรรค์โดยการลอกแบบกันมา โดยคำนึงผลเป้าหมายสูงสุดคือ หลักการตลาดและยอดขาย

จริงอยู่กับสิ่งที่ต้องยอมรับกันว่า คุณภาพและมาตรฐานด้อยกว่า วรรณกรรมต่างประเทศ ทั้งเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือทางฝั่งตะวันตก จึงทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะเสพวรรณกรรมที่มีรางวัลการรันตี คนเขียนมีชื่อเสียง และขึ้นแท่นหนังสือขายดี มากกว่าที่จะอุดหนุนวรรณกรรมไทยโนเนม ไม่รู้ที่มาที่ไปชื่อเรื่องอะไรก็ไม่รู้จัก ใครเขียนก็ไม่รู้

การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรารู้จักคิด ได้รู้จักการพัฒนาสมอง เพื่อประยุกต์เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็อีกนั้นแหละว่า สิ่งที่เราอ่านนั้นมันคืออะไร เพราะหนังสือที่เราอ่านทุกเล่ม มันจะมีอิทธิพลต่อความคิดของเรากลาย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ว่ามันกำลังได้เกิดขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีให้คนไทยได้เสพในยุดสมัยนี้ มันกำลังทำให้คนไทย ลืมตัวไปแล้วว่า เรากำลังถือสัญชาติไทย ไม่ใช่เกาหลี ญี่ปุ่น หรืออเมริกา

หลายครั้งที่เดินผ่านร้านหนังสือเก่า วรรณกรรมดี ๆ หลายเล่มถูกเลหลังขายแบบถูก ๆ ซึ่งแน่นอนมันเป็นวัฏจักรของหนังสืออยู่แล้ว แต่ที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ แม้จะขายถูกเท่าไร วรรณกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเท่าไร

อาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังเบื่อวัฒนธรรมตัวเอง

อาจจะเป็นเพราะว่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้เราอยากจะหลุดหนีไปจากเรื่องราวเหล่านั้น และเดินทางไปตามความฝันของผู้เขียนชาวต่างชาติที่ได้สร้างลิขิตขึ้นมา

ผู้อ่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นจริงในสังคมแล้ว โดยที่ไม่มีใครคิดจะแก้ไขปัญหาอะไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะตัวเลขอัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีแต่เพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ

แต่แปลกที่ว่า กลับไม่มีอัตราตัวเลขที่แสดงออกมาว่า ในความเพิ่มขึ้นของการอ่านหนังสือของคนไทยนั้น เขาเหล่านั้นอ่านหนังสืออะไรกัน แม้เราจะสร้างวัฒนธรรมการรักการอ่านขึ้นมาได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังต้องทำต่อไปก็คือ สร้างวัฒนธรรมการรับเอาการอ่านที่ดีเข้าสู่ตัวเอง

การเรียนรู้นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ และเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตและสังคมเรา แต่จะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่าหรือเปล่า ถ้าในการเรียนรู้นั้น เราอ่านและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเลือกที่จะเปิดรับสิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในการอ่านหนังสือของเรา

ผมไม่แน่ใจว่าในช่วงชีวิตสั้น ๆ ของคนเรานั้น จะสามารถอ่านหนังสือได้กี่เล่ม และในหนังสือเหล่านั้น เป็นหนังสือดีกี่เล่ม เป็นหนังสือที่เราชอบจริง ๆ กี่เล่ม เป็นหนังสือในกระแสกี่เล่ม และเป็นหนังสือที่ให้ความรู้กับเราจริง ๆ สักกี่เล่ม

ในบ้างเมืองเรา กระแสมันมีมากมายเหลือเกิน ในทุก ๆ วงการ แม้แต่ในวงการหนังสือ วงวรรณกรรมการเรียนรู้ แต่ถ้าเรารู้จักคิดสักนิด เราก็จะพบว่า สิ่งที่แท้จริงนั้น มันจะยืนยงอยู่ตราบนานเท่านาน แม้ว่ากระแสนั้นจะจางหายไปแล้ว

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากอยู่ตามกระแส ทุกคนมีความคิด มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะซ้ำกับใครในเรื่องของตัวตน และความชอบส่วนตัว

แต่หากว่าเราต่างคนต่างกระโจนลงในกระแส และมีความเชื่อและความชอบอย่างเดียวกันไปหมด ซึ่งเป็นความชอบที่ไม่ได้เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมเราเสียด้วย สังคมเราจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด ก็ยากที่จะคาดเดา หากคนในสังคมกำลังเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ไปในทางที่ไม่ใช้วิถีธรรมชาติของชนชาติเรา

ผมไม่ได้กล่าวเพื่อต่อต้าน แต่กล่าวเพื่อให้เราได้รู้จักเลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เรารัก เลือกที่จะเรียนรู้ในรูปแบบของการอ่าน วิเคราะห์ว่าอันไหนจริง อันไหนกระแส

การอ่านเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านอะไร ผมยังเชื่อเช่นนั้น และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

แม้วันนี้หนังสือเรื่องผู้ไขว่คว้าของผมจะหายไปแล้ว แต่ผมก็ยังจำความประทับใจในหนังสือนั้นได้ดี กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีปัญหากับทางบ้านเรื่องการเรียน แล้วออกเดินทางไปบ้านญาติที่ต่างจังหวัดโดยลำพัง การเดินทางนั้นสอนให้เขาเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง

หนังสือสอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจนได้กลายเป็นตัวตนจนถึงทุกวันนี้ กับการปรับใช้ในสิ่งที่ได้อ่าน

ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมคงไม่รู้สึกดีแน่ ๆ ถ้าหากการเรียนรู้ของผมนั้น เป็นการเรียนรู้แบบไม่ให้อะไรกับตัวเอง และเปล่าประโยชน์สำหรับสังคม

ผมเชื่อว่าวรรณกรรมดี ๆ เมื่อเกิดมาแล้ว จะคงอยู่ตลอดไป และสิ่งที่เป็นคำว่าตลอดไปนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ความจริง ที่เกิดขึ้นในหนังสือ มันก็จะคงเป็นความจริงต่อไป ที่เราสามารถเรียนรู้และนำความจริงเหล่านั้นมาใช้ในการเรียนรู้ชีวิต

ชีวิตเป็นของเราเอง

เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร หาคำตอบให้กับตัวเองได้ไม่ยากเลย เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าในตอนนี้

...คุณกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ ?


บทความแสดงมุมมองความคิดเห็นจากการอ่าน

โครงการเขียนเป็นเล่มฯ ปี ๔๙

โดยสราวุธ สิงห์ลา - กลุ่มเรื่องสั้น


edit @ 2006/12/25 19:31:21



โครงการเขียนเป็นเล่ม นายอินทร์อะวอร์ดสู่นักเขียนมืออาชีพ
View full profile